The thief of Baramos’s Tragedy : midnight labyrinth : Pain 4th 100%
posted on 08 Jun 2006 20:28 by muitapol in Fic-MidnightRabyrint
Pain 4th : พันธนาการและกาลเวลา
ทุกอย่างดูลางเลือนเหลือเกิน...ท่านพ่อ.....
ดวงตะวันค่อยๆ ทอแสงทองจากฟากฟ้าด้านตะวันออก ไล่ความมืดมิดของยามราตรีกาล แต่งแต้มผืนฟ้าให้เป็นสีส้มจางปนม่วงงดงามจับตา...
ทุกอย่างยังดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น.. กิจธุระต่างๆ ยังคงเดิมเฉกเช่นทุกๆ วัน... หญิงสาวร่างบางตื่นเมื่อตอนเจ็ดโมงครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวแล้วปลุกลูกชายเหมือนเคย
เด็กชายงัวเงียตื่นก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังห้องน้ำตามปกติ ผู้เป็นแม่บรรจงวางชุดสำหรับใส่ไว้บนเตียงและลงไปรับประทานอาหารเช้าก่อนลูกชาย เพราะเธอมีประชุมเช้าที่ไม่อาจขาดได้...
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม... เริ่มต้นที่เข็มสั้นชี้เลขเจ็ด เข็มยาวชี้เลขหก แสงอาทิตย์ลอดผ้าม่านผืนหนาทางทิศตะวันออกเช่นเคย และสิ้นสุดที่เข็มสั้นและเข็มยาวทาบทับกันที่เลขสิบสองและจันทร์กระจ่างบนผืนนภา...
บุตรชายและหญิงสาวเองไม่มีวี่แววถึงอะไรบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาหายังสองแม่ลูก....
........
เฟรินสาวเท้ายาวๆ ขณะที่นิ้วเรียวชี้ไปยังเรือกสวนไร่นา แล้ง...?
โรผงกศีรษะรับ แทนคำตอบ ทำให้เฟรินเบ้หน้าแล้วบิดหมวกฟางกันแดดของตัวเองให้เข้าที่ ฝนไม่ตกนานเท่าไหร่แล้ว...?
ยังไม่ถึงขั้นอันตรายกระหม่อม เสียงแหบห้าวปนเถื่อนจากผู้แลแถบนี้ดังขึ้น แต่ไม่ทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมของหญิงสาวคลายลงแม้แต่น้อย
งั้นเหรอ... เธอพูดเบาๆ พลางปัดมือของนางกำนัลที่คอยถือร่มตามต้อยๆ อย่างน่ารำคาญออก ตากแดดแค่นี้ไม่ตายหรอกน่า
ฉันขอสำรวจอะไรหน่อยละกัน ท่านจะไปพักก็ได้....
แต่...
ตามใจ แดดแรงขนาดนี้ถ้าท่านยังไหว ฉันก็ไม่มีสิทธิห้าม
ผู้ดูแล เงยหน้าแล้วสู้แดดแทบไม่ไหว ไม่อยากคิดว่าหญิงสาวร่างบอบบางจะเอาแรงที่ไหนมาสู้แดดจ้าเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้น...กระหม่อมขอตัว...
เมื่อ ผู้ดูแล ของหมู่บ้านไปไกลจนลับตาแล้ว หญิงสาวจึงได้ทีฉวยเอาขวดน้ำที่ชายหนุ่มข้างๆ กำลังกรอกเข้าปากมาจ่อริมฝีปากตัวเองแทน ทำให้นางกำนัลน้อยที่มาต้อยๆ แทบครางกับกริยาของราชินีสาว
ร้อนชะมัด ดูสิ... ต้นข้าวตายหมด... คิ้วเรียวผูกเข้าหากันอย่างหนักใจ
อย่างที่ผู้ดูแลนั่นบอก ยังไม่ถึงขั้นอันตราย โรแสดงความเห็นแล้วดึงเอาขวดน้ำที่อยู่ในมือเรียวคืนมา
น่าสงสารต้นข้าวชะมัด...
บุรุษผู้ติดตาม มีรอยกระพริบไหวในดวงตาอย่างล้อเลียนทำให้เฟรินต้องตวาดแว้ดเข้าใส่
ฉันพูดจริงๆ นะ ต้นข้าว ต้นหญ้า ทุกอย่างน่ะมีชีวิต...
ขอทานที่เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางหนุ่มหัวเราะหึๆ อย่างสุดกลั้น ทำให้หญิงสาวที่หน้าแดงจัดเพราะแดดอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก ไม่ขำนะ โร!!
ชายหนุ่มมองเพื่อนซี้ที่กำลังขู่ฟ่อแล้วต้องกลั้นหัวเราะ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตวาววาบอย่างน่ากลัวแต่ไม่เข้ากับพวงแก้มสีนวลที่กำลังเป็นสีชมพูจัดเอาเสียเลย...
น่ารัก... ความคิดเดียวและเป็นความคิดเดิมๆ ที่แล่นเข้าสู่สมองที่เปี่ยมไปด้วยรอยหยักของชายหนุ่ม.. ทำไมคนๆ นั้นถึงทิ้งเธอไป.... ทั้งๆ ที่มีแม่ตุ๊กตาน้อยนี่อยู่ข้างๆ ตัว...?
ถ้าเพียงเป็นเขา...มีโอกาสนั้น.. ไม่ใช่แค่เด็กคนนั้น ทุกๆ อย่าง.. ขอเพียงเอ่ยปากมา.. ทาสผู้ซื่อสัตย์คนนี้ก็พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง... แล้วเขาก็ต้องรีบปัดความคิดทิ้งไป...
รู้ไม่มีหวัง แกยังจะหวังอะไร โร?...
ฉันก็ไม่ได้ขำนี่... ขุนนางหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ทำให้ฟรินพอยิ้มได้บ้าง
แต่ฉันหัวเราะ... เพียงแค่นั้น ราชินีผู้สูงศักดิ์ถึงกับถลกกระโปรงยาวขึ้นไล่เตะผู้ติดตามของตัวเองอย่างไม่ยั้ง โดยมีเสียงนางกำนัลอ่อนวัยร้องห้ามเป็นฉากประกอบ
------------
เด็กชายในชุดภูมิฐานนั่งอยู่ภายใต้ร่มสีครีมคันใหญ่ แสงแดดเจิดจ้าในยามบ่ายไม่ได้อ่อนแรงลงเลยแม้แต่นิด เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพับหนังสือในมืออย่างเหนื่อยหน่าย นัยน์ตาสีน้ำตาลไม่สื่ออารมณ์ใดๆ ไม่มีแววสนุกสนานดังเช่นเด็กทั่วไปอีกแล้ว...
ความทรงจำย้อนคืนมา ทุกอย่างยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...
.......ท่านพ่อ....
ร้อยพันบทสวด ร้อยพันคำอ้อนวอนที่เขาพร่ำต่อพระเจ้าให้คืนผู้เป็นพ่อให้แก่เขา... แต่พระเจ้าเหตุใดจึงไม่สนใจต่อคำอ้อนวอนของเด็กชายเล่า...?
คำถามวนเวียนในสมอง ...คำถามที่เขาพึงพอใจจะหาคำตอบด้วยตัวเอง มากกว่าจะให้ผู้อื่นเป็นผู้ตอบให้...
ไง เสียงทุ้มที่เขาเคยได้ยินทำให้นัยน์ตาคู่โตต้องมองขวับ ชายร่างสูงโปร่งนัยน์ตาสีฟ้าคมเฉียบและเรือนผมสีเงินสะท้อนกับแดด ทำให้เด็กชายต้องกระโดดลงจากเก้าอี้และทำความเคารพอย่างเจ้าชายผู้มีมารยาทงามดังที่ใครๆ ต่างพากันพูดถึง
ถวายบังคมฝ่าบาท เด็กชายพูดเบาๆ
ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ เชิงรับรู้ วันนี้ฉันมาเที่ยว... แบบส่วนตัวนิดหน่อย...
เสด็จแม่เสด็จตรวจราชการพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าฝ่าบาทอาจต้องทรงรอจนกว่าจะเย็น
ฉันไม่ได้มาหาเฟริน คิงแห่งคาโนวาลตอบ พลางนั่งลง ฉันมาหาเธอ
หม่อมฉัน? เกรทวนถาม
ใช่ ฉันห่วงเธอ... หลังจากที่ลอเรนซ์ตาย... ชายหนุ่มเว้นวรรค ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบเช่นเคย เธอดูแปลกๆ ไป
ขอบพระทัยฝ่าบาท ต่อพระกรุณา แต่หม่อมฉันสบายดีพะย่ะค่ะ คำพูดน้อยคำ สุภาพแต่คนฟังรู้ว่าเป็นเชิงตัดบทของเด็กชายทำให้คาโลขยับรอยยิ้มอย่างนิยมในความเฉลียวฉลาด
เฟริน... นายเลี้ยงลูกได้แสบไม่แพ้นายเลย...
เธอเคยคิดบ้างไหม ว่าท่านพ่อของเธออาจไม่ใช่พ่อแท้ๆ คาโลถามหยั่งอีกรอบ
เคยกระหม่อม เกรขมวดคิ้วอย่างพยามยามตามเล่ห์ของคิงเบื้องหน้าให้ทัน... ทำไมชายคนนี้ถึงรู้ความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจเขาได้.. ในบางครั้งเท่านั้น
เธอมีเหตุผลอะไรที่คิดแบบนั้น?
มันเป็นความรู้สึกเล็กๆ กระหม่อม เขาคลี่รอยยิ้ม อวดฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย มันไม่ผิดและถูกที่เขาจะใช่หรือไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหม่อมฉัน ความรู้สึกและความเชื่อของหม่อมฉันก็จะไม่มีวันเปลี่ยน
ถ้าไม่ใช่ เธอจะโกรธแม่เธอไหม?
คำถามที่ปักลงกลางใจเด็กน้อย... นั่นสิ ถ้าไม่ใช่... เขาจะโกรธหรือเปล่า...
ทำไมไม่มีใครเล่าให้เขาฟัง... เหมือนกับว่าทุกๆ คนกำลังปิดบังเขาอยู่..
คงโกรธกระหม่อม ถ้าเสด็จแม่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เกรบอกปัด ความกังวลที่ค้างคาใจมานานถูกขุดคุ้ยขึ้นมาโดยชายคนนี้ ทำให้เด็กชายไม่สบายใจเอาเสียเลย
คาโลยิ้มให้เขาบางๆ... และเพียงยิ้มเท่านั้น เขาก็ลุกขึ้นและจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ... เกรได้ยืนนิ่งเป็นหิน กับทุกคำพูดของผู้มาเยือน แม้เขาจะทำเป็นไม่สน... แต่น้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาและคำพูดแต่ละคำกรีดลงใจดวงน้อยครั้งแล้วครั้งเล่า..
เธอเคยคิดบ้างไหม ว่าท่านพ่อของเธออาจไม่ใช่พ่อแท้ๆ
ถ้าไม่ใช่ เธอจะโกรธแม่เธอไหม?
....
หากหัวใจแกร่งเหมือนหินก็คงดี......
คิดแล้วก็ต้องยิ้มรับในความเขลาของตนเอง ...เพียงหยดน้ำยังสามารถกร่อนหินผาได้...แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจของหญิงสาวคนนึงเล่า.....
เฟรินขยับศีรษะลงพิงกับขอบอ่างน้ำร้อน ร่างอรชรซ่อนอยู่ใต้ฟองสบู่และน้ำร้อนที่ช่วยผ่อนคลายความอ่อนล้า มือเรียวข้างหนึ่งคีบแก้วไวน์ที่บรรจุของเหลวสีแดงเข้ม ดีกรีสูงไว้ ข้างตัวมีหยั่งงาช้างแกะสลักตัวเล็กๆ สำหรับวางชอกโกแลตกล่องเล็กสีทอง
ความสุขเล็กๆ น้อยๆ สำหรับสาวทำงานและซิงเกิลมัมอย่างเธอ
เธอวางแก้วไวน์ไว้บนหยั่งก่อนจะเอนกายลงน้ำจนเหลือเพียงใบหน้าที่โผล่พ้นน้ำ ผมสีน้ำตาลเปียกลู่จนแนบศีรษะ.... ความคิดของหญิงสาวลอยไปไกล..
คิดถึง...เหลือเกิน........
เฝ้าบอกตัวเองเท่าไร... ย้ำหัวใจเท่าไร.. มันยิ่งเตลิด....
เฟรินหลับตาลง ฝันที่เธอเก็บไว้จนลึกสุดใจวนเข้ามาในสมองอีกครั้ง...
นัยน์ตาสีฟ้า... เรือนผมสีเงิน... เจ้าชายของเธอ
เพียงชั่ววูบที่หลงดีใจว่าหัวขโมยจะเป็นคนสำคัญของเจ้าชาย...
เพียงชั่วความคิด...ที่หลงละเมอว่าจะได้จบลงเหมือนในนิทาน...
แล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยอย่างมีความสุขกันตลอดกาล...
....คาโล....
เฟรี่ เสียงเรียกที่ดังเข้าสู่โสตประสาท ฉุดให้เฟรินออกจากห้วงความคิด
มีอะไร? หญิงสาวงึมงำตอบ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมันวาบวับของห้องอาบน้ำ ไม่เห็นป้ายห้ามเข้ารึไง จะมาดูฉันอาบน้ำรึไง เสียงหวานเรียบสงบไม่มีริ้วของความเขินอายที่ภายใต้ฟองสบู่บางๆ นี่แล้ว ไร้อาภรณ์ใดๆ ปกปิดเรือนร่างสาวอยู่เลย
เห็นแล้ว เขาตอบยิ้มๆ เธอดื่มหนักนะช่วงนี้ ลูคัสทักพลางหยิบเอาแก้วไวน์ออกจากหยั่ง
ความสุขเล็กน้อยน่า คลายเครียดบ้าง หญิงสาวตอบพลางดันตัวขึ้นมาจากน้ำฉวยแก้วไวน์ออกจากมือของซาตานอย่างระมัดระวังไม่ให้ร่างกายส่วนไหนโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเกินควร
ระวังตัวบ้าง ซาตานเตือน แล้วโน้มใบหน้าเข้าหน้าหญิงสาวอ่อนวัยกว่า
ใกล้...จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ
ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งคู่ช้าๆ ในขณะที่มีเพียงเสียน้ำจ๋อมแจ๋มที่ดังขึ้นจากการขยับตัวของหญิงให้เรือนร่างให้มิดน้ำที่สุด...
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายของลูคัสส่งกลิ่นฉุนปนกับกลิ่นหอมอ่อนๆ สบู่ทำให้เฟรินเริ่มเวียนหัว ลมหายใจอุ่นของชายหนุ่มเฉียดข้างแก้ม ชวนให้พวงแก้มนวลขึ้นสีจางพร้อมกับใจที่เริ่มเต้นถี่ขึ้น..
เกรคงไม่ชอบให้เธอดื่มมากนัก เสียงทุ้มที่ดังขึ้นทำลายความเงียบ ชวนให้โล่งใจยิ่ง จนเฟรินเผลอถอนหายใจ
ฉันเป็นแม่มาห้าปีแล้ว ขอบคุณ
เธอเป็นแม่... ที่กำลังอ่อนแอ เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ แต่ดังก้องสะท้อนทั่วทั้งห้อง
เฟรินนิ่งเงียบ ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆ เมื่อมือใหญ่จู่ๆ เลื่อนมาแตะไหล่เปลือยเปล่าเปียกโชก ก่อนที่เธอจะอ้าปากเตือน ชายหนุ่มก็เขย่าไหล่เธอเบาๆ ตั้งสติบ้างเฟรี่ เธอต้องเข้มแข็งเพื่อทำไม เพื่อใคร ทั้งหมดที่เธอทำมาและตัดสินใจก็เพื่อเกรไม่ใช่รึไง?
ฉันรู้!! เธอตอบ ดึงมือใหญ่ออก ฉันกลัวเข้าใจไหม!! ตอนนี้ไม่มีใครคอยปกป้องฉันแล้ว.. คำพูดที่ควรจะพูดกลืนหายเข้าไปในลำคอ... พระ...พระเจ้าของฉัน...ทิ้งฉันแล้ว เสียงหวานอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์
ลอรี่รักเธอมากนะ ลูคัสตอบเบาๆ พลางถอนหายใจและนั่งลงบนขอบอ่าง เขาไม่มีวันทิ้งเธอแน่ แม้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่เขาก็จะปกป้องเธอตลอดไป..และเธอก็ต้องพยายามต่อไปด้วย...
พี่ไม่คิดจะปลอบฉันหน่อยรึไง ? เฟรินถามซื่อๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลแป๋วแหววอย่างไร้เดียงสา
ลูคัสหลุดเสียงหัวเราะออกมา ฉันไม่อ่อนโยนเหมือนลอรี่หรอกนะ
นั่นสิ... ฉันลืมไปว่าพี่มันเป็นซาตาน
ใช่ ซาตาน ในขณะที่เขาเป็นพระเจ้า...
เฮ้ นี่พี่งอน?
ชายหนุ่มฟังคำพูดของหญิงสาวแล้วต้องหัวเราะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพื่อนซี้เขาจะรักเด็กสาวคนนี้มาก.. วันนี้เขามาน่ะ
มวลอากาศในห้องหนักลงฉับพลัน เขามาทำไม?
เห็นว่ามาเยี่ยมเกร
เฟรินสบถออกมาอย่างหัวเสีย เธอโง่เองที่ไปเพ้อบอกเขาว่าเกรคือลูก! มีเหตุผลใดที่จะมาหาเกรนอกเสียจาก.....
มันกลับไปรึยัง? เสียงหวานถามด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ต่างจากเสียงใสๆ เมื่อครู่ลิบ
ยัง ยังพักอยู่ที่โรงแรมโอแบร ในเมือง
ฉันจะไปเอง หญิงสาวพูด แล้วทำท่าจะลุกพรวดจนใบหน้าของซาตานต้องขึ้นสีน้อย แล้วรีบยกมือขึ้นกดไหล่บางให้อยู่ใต้น้ำ
เดี๋ยวฉันจะเตรียมม้าให้ ตอนนี้อย่างเพิ่งใจร้อนไปก่อนล่ะ ไม่อย่างนั้นเธอจะพลาดอีก
-----------
มันจะมาทำไม!! เฟรินทวนคำในสมองอย่างเกรี้ยวกราด ขณะสวมเสื้อคลุม มือบางรวบเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ของตนให้เข้าช่อ แล้วหยิบหมวกผู้ชายขึ้นมาสวม ปกปิดใบหน้าหวานที่ใครๆ ก็รู้จักไว้
ร่างบางอาศัยความไว ลอดผ่านสายตาซาตานเพียงชั่วพริบตาเธอก็สามารถจูงม้าออกมาก้าวเหยาะๆ บนถนนปูด้วยอิฐในเมืองได้แล้ว
บรรยากาศในเมืองร้างและเงียบ มีเพียงสายลมหวีดหวิวกระทบกับกิ่งไม้แทนทำนองดนตรี เสียงฝีเท้าที่เธอก้าวย่างกระทบพื้นหินดังสะท้อนไปทั่ว เงาร่างบางเลือนรางนักยามเมื่อทอดจากตะเกียงอันน้อยที่พกติดตัว
หญิงสาวหยุดอยู่ชั่วครู่ และเหลียวมองรอบๆ เพื่อหาทิศทางในความมืด บ้านเรือนในแอเรียสเป็นทรงเดียวกันหมด มีเพียงขนาดที่จะแตกต่างกันไป ซ้ำร้ายยังปลูกระเกะระกะไม่มีแผนแปลนแน่นอน ยิ่งในความมืดแบบนี้แล้ว... เฟรินข่มใจลงและยอมรับกับตัวเองว่า..
เธอหลง...
ขาเรียววนไปมาสองสามครั้ง แล้วเจ้าของร่างจึงหาทิศได้ เฟรินก้าวฉับๆ ไปยังลานกลางเมืองอย่างยินดี เสียงน้ำพุส่งเสียงในความมืดอย่างสงบ ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวออกจากลาน เสียงฝีเท้าของเธอดังขึ้นอีกครั้ง รองเท้าบูทหนังม้าส่งเสียงก้องสะท้อนไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศเงียบลงและชวนวังเวงเมื่อเธอเดินจนพ้นที่จะได้ยินเสียงน้ำพุมาแล้ว
กึก..กึก..
เสียงฝีเท้าที่น่าจะเป็นของเธอคนเดียว.. กลับมีอีกเสียงซ้อนกันกระทบพื้น หญิงสาวใจหายวาบ... พยายามไม่นึกถึงอะไรที่เหนือธรรมชาติและเหนือการควบคุม..
ริมฝีปากคู่อิ่มสวดมนต์ขมุบขมิบอย่างหวังว่าเสียงนั้นจะเงียบลง..
เฟรินถอนหายใจและก้าวเดินต่อ
กึก..กึก..
เอาอีกแล้ว...
ใบหน้าหวานซีดขาวด้วยความกลัว.. มีเหงื่อเกาะพราวทั่วหน้าผากและฝ่ามือ อุณหภูมิเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับไอหมอกที่แผ่ปกคลุมสร้างบรรยากาศชวนสยองอย่างช้าๆ
ฟิ้ว...
เสียงลมพัดใบไม้ปลิวละล่อง หญิงสาวหยุดเดิน หายใจติดขัด.. หัวใจกระตุกวูบ หลับตาแน่น ไม่อยากพบเจออะไรก็ตามที่ตามหลังเธอมา
เฟรี่...? เสียงทุ้มที่ดังผ่านความมืดมา ทำให้เฟรินอ้าปากค้าง เสียงที่ทุ้มนุ่มเหมือนชุ่มไปด้วยเนยและช่วยให้หัวใจของเฟรินกลับมาเต้นจังหวะได้อีกครั้ง ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย...
ซาตานของเธอมาแล้ว...
น่ากลัว!! เฟรินร้อง กำปั้นน้อยๆ ทุบ อกกว้างอย่างลืมตัว ทำบ้าอะไรย่องมาเงียบ ๆ แบบนี้!! พี่ก็รู้ว่าฉันกลัว ลูคัสไม่ตอบว่าอะไร แต่ยอมให้ร่างบางด่าเอาฉอดๆ และทุบเอาๆ จนหญิงสาวเริ่มหอบและใจเย็นลง
เธอออกมาทำไมคนเดียว ? เสียงทุ้มยังใจดีเหมือนเคย แต่นัยน์ตาสีนิลเริ่มวาบวับส่อถึงแววอันตราย
ฉะ..ฉัน.. เฟรินอึกอัก แล้วเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองใบหน้าเอาจริงเอาจังและกำลังโกรธของลูคัสเลย มันทำให้เธอกลัวจับใจ
เฟรี่.... เสียงลากยาว ปนแรงโทสะที่เยือกเย็นทำให้เฟรินรู้ว่าตนไม่อาจเลี่ยงคำถามเขาได้
ฉันอยากคุยกับมัน... แบบส่วนตัว..
ริมฝีปากหนาบิดลงเป็นรอยยิ้มแสยะอย่างเยาะเย้ย หญิงสาวไม่เคยเห็นเขาทำหน้าแบบนี้กับเธอมาก่อน ก่อนที่เขาจะพูดแต่ละคำที่กรีดแทงจิตใจ
เธออยากกลับไปนอนกับเขาใช่ไหม ? เสียงที่เย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง แต่ไม่เท่ากับความเจ็บจี๊ดที่แล่นเป็นริ้วๆ เข้ามาในใจ
เฟรินอ้าปากค้าง รู้สึกราวกับโดนตบ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเขา... ซาตานที่แสนใจดี พี่ชายที่เธอเคารพ..
เสียงที่หายไปในลำคอ ถูกเค้นออกมาอย่างสุดกลั้น พะ..พี่ พูดแบบนี้ได้ยังไง..
ลูคัสยังคงยิ้มเย็นแทนคำตอบ ถ้าเธออยากขนาดนั้น ฉันคงไม่มีสิทธิห้าม แต่ทำอะไรก็น่าจะไว้หน้าแอเรียสหรือคิดถึงเกรบ้า..
เพี๊ยะ!!
ฝ่ามือน้อย กระทบเข้ากับโหนกแก้มของชายหนุ่มเต็มแรงเท่าที่หญิงสาวจะทำได้ แม้เธอต้องทั้งเขย่งทั้งยืดเพื่อให้มือยื่นไปถึงโหนกแก้มชายหนุ่มก็ตาม แต่มือเธอเองก็รู้จุดหมายของมัน โดยที่เธอยังไม่ทันสั่งการด้วยซ้ำ
ฉันไม่คิดว่าพี่จะพูดแบบนี้ออกมา!! พี่มันซาตาน!! เฟรินร้องแล้วขาเรียวก็พาร่างบางย่ำไปในทิศตรงข้ามด้วยแรงโทสะ
...
ร่างบางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม้ผุๆ ที่ติดป้ายห้องไว้ว่า 23 หลังจากแรงโทสะคลายลงจนได้ที่แล้ว เธอจึงตระหนักได้ว่าไม่สามารถหาโรงแรมด้วยตัวเองได้ เฟรินจึงวนกลับทางเก่า หวังจะกลับวัง แต่กลับหลงอีกครั้ง... เฟรินพยายามหาทิศสองสามครั้ง แต่เธอก็หาทางกลับไม่เจอ กลับพบป้ายโรงแรม โอแบร ขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า
ตอนนี้เธอหาเขาเจอแล้ว... หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ไม่กล้าร้องเรียกคนที่อยู่ข้างใน
แค่เคาะเท่านั้น กล้าๆ หน่อยสิ เสียงในใจตะโกนบอก เฟรินหลับตาปี๋ แล้วเพียงมือน้อยกระทบกับเนื้อไม้ครั้งแรก ประตูก็เปิดผางทันที ราวกับว่าเขารอคอยการมาของเธอ
คะ คาโล.. เสียงหวานสั่นเล็กน้อย เมื่อเจอชายที่เธอถวิลหาและพบเขาในฝันบ่อยๆ นัยน์ตาสีฟ้ายังคงเย็นเยียบแม้จะรอยของความอิดโรยปรากฏชัดก็ตาม เรือนผมที่ยาวเกือบถึงบ่าสีเงินส่องประกายวิบวับล้อกับแสงเทียนภายในห้อง
คิดถึง.... น้ำตาแทบไหลรินออกจากดวงตา นัยน์ตาสีน้ำตาลบอกชายหนุ่มถึงความทุกข์และตัดพ้อ
เข้ามาก่อนสิ เสียงทุ้มบอกเรียบๆ เฟรินลังเลเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าห้องไปช้าๆ โดยไม่ทันได้ยินเสียงล็อกประตู
.........
วันนี้ฉันไปหาเกรมา คาโลเริ่มบทสนทนาก่อน
นั่นแหละเหตุผลที่ฉันมา หญิงสาวดึงเสียงไม่ให้พร่าสั่นด้วยความปิติ พยายามนับหนึ่งถึงร้อยเพื่อกุมสติเอาไว้ให้มั่น
ฉันรู้ว่านายจะมา... ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย คนเดียว...
ดี งั้นเราน่าจะคุยกันง่ายๆ หน่อย
ส่งเกรกลับคาโนวาล ราวกับคำประกาศิตทำให้เฟรินถูกฉุดจากฝันที่เธอแสนยินดีที่ได้พบเขาทันที สิ่งที่แล่นเข้ามาคือความโกรธที่ขึ้นเป็นริ้วๆ
ไม่มีวัน! ริมฝีปากรูปกระจับคู่สวยแสยะรอยยิ้มให้ นายมีสิทธิอะไรในตัวเขามิทราบ?
ฉันเป็นพ่อเขา เสียงเรียบๆ ง่ายๆ ที่ราวกับจะบอกเรื่องแสนธรรมดาอย่าง ฉันเป็นผู้ชาย ทำให้เฟรินกำมือแน่น อย่างระงับความโกรธ
อ๋อ.. คนที่พยายามจะฆ่าตั้งแต่ยังไม่เกิด คนที่ไม่เหลียวกลับมามองตอนเกิด คนที่เพิ่งจะเคยเห็นหน้าและรู้จัก นายจะเรียกตัวเองว่าพ่อ!! มันไม่ทุเรศไปหน่อยรึไง!?
เขาเป็นลูกฉัน...โดยสายเลือด และสิ่งนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน
และจะไม่มีใครมีวันรู้ เสียงหวานหยิ่งทระนงแต่ในใจเธอกลับร่ำไห้
นายคิดแบบนั้นก็ตามใจ... ฉันมีทางเลือกให้นายสองทาง คือหนึ่งนายหรือเกรหรือจะทั้งคู่กลับไปคาโนวาลกับฉัน สองคืออยู่ที่นี่
เฟรินเหยียดยิ้ม ไม่ต้องตอบ นายก็รู้ทางที่ฉันเลือกแน่
นัยน์ตาสีฟ้าส่องประกายคมกริบ ประสานกับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่กำลังลุกโชนราวกับเปลวเพลิง
นายมีทางเลือกเดียว... คือกลับไปกับฉัน ไม่อย่างนั้น แอเรียสที่นายรักจะไม่มีเหลือ
เฟรินกลืนน้ำลายเอื๊อก.. พยายามบอกตัวเองว่าที่เขาพูดมานั้นเป็นเพียงสงครามประสาทที่บีบให้เธอจนแต้มเท่านั้น... โดยที่ทั้งๆ ที่เธอรู้ดีว่าคาโลเป็นคนพูดจริง ทำจริง
นายจะทำอะไรได้? หญิงสาวย้อนถาม
คาโลหัวเราะเบาๆ ในสภาสูงของนายมีจุดอ่อน ขุนนางคนหนึ่ง... พร้อมจะขายชาติได้ทุกเมื่อ... และคาโนวาลจะไม่ทิ้งโอกาสนั้นแน่ ในตอนนี้ยิ่งผลัดแผ่นดิน ช่องโหว่ยิ่งมีมาก... เขาหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อด้วยอาการสงบ สุดท้าย นายก็ต้องกลับไปกันฉัน เลือกเอาเองว่าจะกลับไปอย่างสงบ หรือจะให้ฉันจับในฐานะเชลย ?
ดูนายมั่นใจจริงนะ
มากกว่านายในตอนนี้แน่ ที่แค่ขาดลูคัส โร หรือคิลไปสักคน นายก็จะเหมือนเด็กพิการที่ไม่สามารถทำอะไรได้
นายคิดจะเล่นงานพวกเขา ?
คาโลกระตุกรอยยิ้มแทนคำตอบ เฟรินใจหายวาบ
นายมาที่นี่ คงไม่คิดหรอกนะว่าฉันจะยอมปล่อยไปง่ายๆ ? คำพูดที่ไพล่ไปอีกเรื่องยิ่งให้เฟรินกลัว ร่างบางถอยกรูดจนติดผนัง แต่ทว่าร่างสูงยังคงก้าวเข้ามาเรื่อยๆ
ลมหายใจอุ่นเข้ามาปะทะกับแก้ม ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะค่อยๆ บรรจงทาบลงบนกลีบริมฝีปากบาง มันช่างหอมหวานอย่างที่คิดถึงมาตลอด ....เฟรินหมดสิทธิขัดขืน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงฉับพลัน นัยน์ตาคู่โตหลับพริ้มอย่างยอมแพ้ ศักดิ์ศรีที่เพียรรักษาพังทลายไม่มีชิ้นดี
.......
...
..
.
.
หญิงสาวสะดุ้งตัวเมื่อริมฝีปากหนาเลื่อนไปยังคอและมือใหญ่เริ่มถลกกระโปรงเธอขึ้น....
สัญชาติญาณของผู้ถูกทำร้ายทำให้เธอรีบยันแผ่นอกกว้างตรงหน้าออกทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำ อย่า!
คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อได้คำปฏิเสธจากหญิงสาว ก่อนจะผลักร่างบางลงบนเก้าอี้นวมยาวข้างตัวแล้วจึงตวัดร่างขึ้นคร่อม
เฟรินหายใจหอบ หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัว เมื่อยิ่งนึกย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน ร่างกายก็สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ หยาดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ยะ..อย่า...
เธอกำลังกลัว... ร่างกายที่สั่นเทาราวกับลูกนก น้ำใสไหลเป็นสายออกจากดวงตา คำอ้อนวอนและสาปแช่งดังออกจากกลีบริมฝีปาก...
หล่อนทำราวกับว่าเขาไม่มีความรู้สึก... ราวกับว่าเขาไม่เคยรัก....
ร่างสูงหยุดชะงัก พลางกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะผละตัวออก มือใหญ่ถูกยกขึ้นเสยผมสีน้ำตาลเข้มที่คลอเคลียใบหน้าหวานเบาๆ ออกจากห้องนี้ไป... เพราะนายไม่ได้รักฉัน นัยน์ตาสีฟ้าคุกโชนด้วยแรงปรารถนา แววตาที่ทอดมองมา ทำให้ร่างบางสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม หรือ... เสียงทุ้มกระซิบข้างหูเบาๆ เงาจากเชิงเทียนวิบไหวราวกับปิศาจ จะอยู่ที่นี่ เพื่อยอมกลับไปกับฉัน
รัก...รักเต็มหัวใจ
เสียงในใจกรีดร้อง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว ขอฉันออกไปได้ไหม?
รอยเจ็บปวดปรากฏชัดในนัยน์ตาสีฟ้า ก่อนจะแปรเป็นความเยือกเย็นภายในเสี้ยววินาที ขอฉันฟังชัดๆ จากปากนาย บอกฉัน..ว่านายไม่รักฉัน..
รัก รัก รัก!!!!! เฟรินกำหมัดแน่น กลืนก้อนที่มาจุกตรงคอจนหายใจไม่ออก น้ำใสไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาอีกครั้ง ไม่ ฉันไม่รักนาย....
.....
เสียงกีบฝีเท้าของเกือกม้าบดกับถนนดังลั่นถนนสายนี้ ก่อนที่ชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำจะโผล่ขึ้นท่ามกลางสายหมอกราวกับซาตาน เขาดึงฮู้ดลงแล้วจุดบุหรี่ คุยกันเสร็จแล้ว?
หญิงสาวเดินลงจากชานบันไดของโรงแรม โอแบร อย่างล่องลอย ร่างกายหล่อนหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วถ่วงไว้ ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา ประสาทสัมผัสทั้งหมดปิดสนิท ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะโผเข้าสู่อ้อมกอดซาตาน
รักแล้วเจ็บแบบนี้... คำปฏิเสธก็ไม่ได้ช่วยอะไร
แทนคำตอบ ซาตานหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นบนหลังม้า ก่อนจะตวัดตัวขึ้นตาม คืนนี้... กลับไป หลับให้สบาย พรุ่งนี้... ตื่นขึ้นมา อะไรๆ จะชัดเจนกว่าเดิม เสียงทุ้มดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทำให้น้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง.....
ในขณะที่นัยน์ตาสีน้ำตาลยังคงหมองหม่นและทอดมองไปข้างหน้าราวกับตุ๊กตากล
-----------
Ai_Mui / ไม่คิดจะเมนต์ - ไม่คิดจะอัพเช่นกันครับ
มุยไปแย้ว...
มุยจะไปแย้ว...
กรี๊ดดดดดดด
สอบติด!!!!!!!
โครงการ AFS ฮะ กรี๊ดๆๆ แต่ไม่ได้ไปอ่ะ =[]='
แม่ห่วง เอิ๊กๆ งั้นแสดงความยินดีกับมุยหน่อยก็ยังดี คริคริ
......มุยเล่นง่าย = = ชื่อโรงแรม aubrege = โรงแรม เอิ๊กๆ อ่านว่า โอแบร(เยอ) = =||| ฮะ เพนนี้เป็นอีกเพนที่เขียนยาก กลัวว่าถ้าจะให้เบสิคไป มันจะออก เน่า เหมือนละครหลังข่าวเอาง่ายๆ ตัวผมเองก็ไม่ได้ชอบความ เบสิค ประเภทที่ว่ากระเอกช่วยนางเอก แล้วตำรวจก็จะโผล่มาหลังจากที่พระเอกปราบตัวร้ายเรียบร้อยแล้ว อะไรขนาดนั้น พอเดาออกใช่ไหมว่าฉากคาโลเกือบจะ...เฟริน จะเกิดอะไรขึ้นในตอนแรก ใช่เลยฮะ จะให้ลูคัสถีบประตูเข้ามา เหมือนตำรวจจับกุมผู้ร้ายในหนังยังไงยังงั้น ผมคิดไปคิดมา มันออกจะ เน่า เกินไป เลยต้องเปลี่ยนใหม่ ปรับดีกรีลงหน่อย แต่ป้าเจ๊ยังคงว่ามันเน่าอยู่... เอิ๊กก ฮือ.. มุยจนปัญญาแล้วอ่ะ >"< ตอนนี้คิดเหมือนกันว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ท้ายสุดแล้วมันก็ได้แค่นี้แล้วจริงๆ ภาษาดูแปกๆ ลวกๆ ไปอีกตะหาก... ฮือ.... ว่างๆ คงได้รีไรท์จริงๆ
อย่าถามครับ...ว่าโรหาย...
อย่าถามอีกว่าคิลหายไปไหน...
บับบาย!
........
edit @ 2006/06/23 18:10:52
edit @ 2006/06/23 18:23:29
edit @ 2006/06/24 16:48:51
edit @ 2006/06/24 16:52:10
edit @ 2006/07/06 20:17:49
edit @ 2006/07/06 20:19:25
edit @ 24 Jul 2008 12:19:20 by ไอ้บ้า2ตัว


แล้วทามไมต้องไห้คาโลผิดกาบเฟริน
พูดแล้วยิ่งเส้า
มันรักลูกมันเปล่าฟระเนี่ย - - ? ชักสงกะสัย
ป.ล. พี่ไอ้เพลงอ่ะ... นู่รับม่ะด้ายยย
น่ากัว =w=
#1 By =someone= on 2006-06-08 21:26