Baramos FanFic : Black&White กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งแสนนาน : ๕,๖
posted on 16 May 2007 15:58 by muitapol in Fic-BlackAndWhiteอนุทินฉบับที่ ๕
ฉันนั่งกินอาหารเช้าคนเดียวเหมือนเคย ไม่มีแม้เงาของคนที่จะเอาคำตอบ ทั้งๆ ที่เมื่อคืนอุตสาห์นั่งคิดค่อนคืนแท้ๆ
ฉันเดินอย่างไร้อารมณ์ขณะจะกลับห้องนอน แล้วพึมพำอย่างนึกโมโห
"คนอะไร! นี่น่ะหรือท่านจ้าว!" ยังบ่นไม่ทันจบ แต่ร่างสูงๆ ที่ฉันกำลังโมโหจู่ๆ ก็โผล่พรวดขึ้นมา นัยน์ตาสีนิลยะยับ
ฉันสะดุ้งน้อยๆ ถอยหลังกลับด้วยอารามตกใจ จนเท้าเหยียบเอากระโปรงยาว หากแต่ข้อมือหนากลับแตะข้อศอกไว้ก่อนที่ฉันจะสะดุด
"ระวัง!" อย่าพูดเลยว่าเขาลวนลาม ข้อกล่าวหานั้นคงไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย เพราะเขา 'แตะ' เท่านั้น ก็พลันราวกับมีหัตถ์หนาดึงฉันไว้ก่อนจะล้ม
"เสด็จอะไรอย่างนี้เพคะ!" ฉันแทบจะแหว
"ก็เรียกผมไม่ใช่หรือ ?" เสียงย้อนถามกลับราบเรียบ แต่ฉันรู้เขากำลังยั่ว ยิ่งทำให้ฉันเดือดหนัก"เอ..." เอวิเดสทำท่าคิดหนัก คิ้วสีดำหนา พาดเฉียงได้รูปสวยอย่างน่าอิจฉาขมวดเข้าหากันน้อยๆ มือไล้ตามเรียวหนวดตัวเองช้าๆ
"เหมือนผมจะแน่ใจว่า ไม่ว่าทั้งเอเดนหรือเดมอสมีท่านจ้าวคนเดียว... คือผม"
"ไม่ได้เรียกเพคะ!" หน้าฉันร้อนฉ่า ดีว่าตรงนี้ไม่มีกระจก ไม่อย่างนั้นคงเห็นฉันลุกเป็นไฟแน่ตานี่หูทิพย์หรือไงนะ
"หม่อมฉันมิกล้า!"
"แต่เหมือนผมจะได้ยินคนเรียกนะ ท่านจ้าว..." ทำเสียงแหลมๆ เลียนเสียงฉันเสียด้วยซิเรื่องล้อเลียนแบบนี้แม้กระทั่งบาโรยังไม่เคยทำ!
"คนเรียกชื่อท่านจ้าวอาจมีเป็นร้อย เป็นพัน ไม่ใช่หม่อมฉันแน่นอน" ไม่ได้โกหกนะ ฉันไม่ได้เรียกนี่ แค่เจริญพรเท่านั้น
เขายิ้ม ใบหน้ารกเรื้อด้วยหนวดเคราดูดีขึ้นเป็นกอง พระเจ้า... คนอะไรยิ้มสวยขนาดนี้นะ!
"ถึงไม่ได้เรียก ผมก็มาแล้วนี่ไง" รอยยิ้มทำให้ฉันต้องหลุบตาลง "แย่จัง อุตสาห์มาฟังคำตอบ"
"หม่อมฉันคิดว่า... น่าจะขังพวกนักเวทย์เหล่านั้นไว้ ขังลืมน่ะเพคะ" ฉันตอบทันใด
"ไม่ใช่วิธีของผมด้วยสิ นักเวทย์เหล่านั้นเป็นกบฏ ถึงคุณจะขังเขาไว้ เขาก็พังออกมา
ได้อยู่ดี" เขายิ้ม เล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ถ้าคุณได้ยืนอยู่บนที่สูง คุณจะไม่ต้องการให้ใครปีนขึ้นมาอยู่ทัดเทียมคุณ"
"เลยทรงประหารพวกเขา ?"
"ผมแน่ใจ ถึงแม้จะเอเดน หรือเดมอส โทษสถานเดียวของกบฏคือ ตาย!"
"เขา...พวกเขา อยู่ในบึงมานานเท่าไหร่แล้วเพคะ" ฉันถามเสียงเครือ
"ก่อนที่คุณจะเกิด" คำตอบทันควัน ห้วนสั้น แต่ถ้อยคำที่กล่าวต่อกลับทอดถอน "อย่ารู้เลยอลิเซีย บางเรื่อง... ใชีวิตที่ยาวนาน ก็โหดร้ายเกินกว่าจะย้อนกลับไปคิดถึงมันอีก"
หากฉันไม่ทันจะอ้าปากเถียง ร่างสูงก็เดินลับหายไปในระเบียงยาว ฉันถอนหายใจ นี่คงเป็นอีกอิทธิฤทธิ์หนึ่งของปิศาจสินะ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป
......
อนุทินฉบับที่ ๖
หลังอาหารเที่ยงสุดอลังการ แต่เดียวดายแล้ว ฉันก็เดินลากเท้าไปนั่งแปะในมุมสวนเล็กๆ ที่มีชุดโต๊ะน้ำชาทำจากเหล็กดัด ทาสีขาวโค้งเป็นลวดลาย มีร่มคันโตสีครีมระบายลูกไม้
เข้าชุดกัน มุมนี้เป็นมุมประจำของฉัน นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ที่ฉันพบเอวิเดส และได้
สนทนาวิสาสะ (ตามสำนวนของเฮลด้า) กันไปบ้าง
ถึงฉันจะดื้อ แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะฝืนคำเตือนของเอวิเดสเลย ไม่ใช่เพราะฉันกลัวเขา แต่เป็นบรรยากาศของบึงนั่นต่างหาก ยิ่งคำบอกเล่าของเขา ยิ่งทำให้ฉันขนลุก บาโรบอกว่า... ฉันน่ะ พร้อมจะจับดาบ เฮลด้านิยามฉันไว้ ฉันสามารถสวมชุดราตรีออกงานสโมสรได้ แต่เรื่องเดียวที่เพื่อนๆ รู้กันดี ที่ฉันทำไม่ได้คือ
...เรื่องผีๆ น่ะ
ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะ คิดถึงเฮลด้า คิดถึงบาโร คิดถึง....
ให้ตายชักสิเอ้า! (ตามสำนวนของเวส) ฉันยอมทุกอย่างเพื่อออกจากคุกทองคำที่ขังฉันอยู่นี่ สัปดาห์มาแล้วที่ฉันไม่พบเอวิเดสเลย แต่ดูเหมือนเหล่านางสนมกำนัลในจะไม่เดือดร้อนกัน เขาไม่อยู่ในวัง ไม่อยู่ที่ตำหนักไหนทั้งสิ้น มีเพียงเหล่าขุนนางที่เริ่มประชุมถึง 'เส้นตาย' ของท่านจ้าว ว่าต้องกลับมาภายในอีกสามวัน ไม่อย่างนั้นตะแกรงรับงานของท่านจ้าวจะล้นทะลักทะลาย
เหมือนกับเล่นตลก ฉันต้องรีบยันตัวขึ้น มองหน้าคนตรงหน้าปริบๆ อย่างพูดอะไรไม่ออก เหมือนเขาโผล่ออกมาจากอากาศธาตุยังไงยังงั้น
"นี่คุณนั่งหง่าวอยู่แบบนี้ทุกวันเลยหรือ ?"
ฉันแยกเขี้ยว ไม่รักษามันแล้ว มารยง มารยาท "ก็เพราะใครล่ะเพคะ ?"
"ผมไม่ได้สั่งห้ามคุณไม่ให้ไปไหนนี่"
"ก็หม่อมฉัน.." ฉันร้องอย่างอึดอัด "จะไปไหนได้เพคะ คนของฝ่าบาทไม่ได้เฝ้าหม่อมฉันทุกทิศทุกทางหรอกหรือ แล้วนี่บ้านเมืองหม่อมฉันที่ไหนกัน หม่อมฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าประตูวังอยู่ที่ไหน!" ฉันพล่าม ซึ่งเป็นความจริงล้วนๆ วังนี้กว้างใหญ่ โอ่โถงจนไม่รู้ว่าขอบเขตของวังอยู่ที่ไหน ดังนั้นเลิกฝันเลย เรื่องจะหาประตู
"อ้อ... อันที่จริงก็รอให้ใครพาออกไป" เขาทำหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ฉันดูเหมือนเขาล้อเลียน
ยังไงไม่รู้
"ก็...ใช่เพคะ" ฉันรีบตีหน้าขรึม "หม่อมฉันไม่อยากไปหลงนี่เพคะ"
"แล้วทางเขาว่ายังไงบ้าง ?" เสียงถามเหมือนร้อนรน... ไม่สิ เหมือนเด็กโดนจับผิดได้มากกว่า
ฉันเอียงคออย่างแปลกใจ ก็ในทีแรก ที่ฉันพบเขา ภาพลักษณ์เขาคือบุรุษร่างสูง
ค่อนข้างเงียบขรึม ดุและลึกลับ แต่ภาพตรงหน้าตอนนี้ แตกต่างกันสิ้นเชิง เหมือนเด็กโข่ง... มากกว่า
"เขาไหนเพคะ ?"
เอวิเดสจุ๊ปาก "ก็พวกที่ชอบยุ่งวุ่นวายน่ะสิ"
"อ๋อ... พวกขุนนางหรือเพคะ เห็นลงมติกันบอกว่ากำหนดเส้นตายอีกสามวันเพคะ"
ท่านจ้าวยิ้มรับกว้างขวาง "ดี งั้นผมเหลือเวลาทีสามวันเต็มเชียว! ไปกันเถอะ อลิเซีย!"
"ไปไหนเพคะ ?" ฉันถามเหรอหรา
"ไปเที่ยวกันน่ะสิ" ร้องเหมือนจะบอกว่า... ฉันนี่โง่เสียนี่กระไร
"อยู่แต่ในวังมันจะไปสนุกอะไรกัน"
ฉันไม่อยากให้คำตอบตัวเองว่าทำไมถึงยอมดึงกระโปรงขึ้นสูงถึงสามทบ แล้วเดินตามเอวิเดสต้อยๆ ไปเหมือนลูกไก่
คงเพราะฉันเบื่อสุดชีวิตล่ะมั้ง และคงจะไม่มีอะไรแย่มากไปกว่าที่ฉันเป็นอยู่แล้วนี่
เอวิเดสพาฉันลัดเลาะเข้าสวนหนึ่ง ทะลุอีกสวนหนึ่ง แล้วไปโผล่อีกตำหนักหนึ่ง ลอดรั้วเตี้ยๆ สองสามครั้ง ข้ามกำแพงอิฐสูง ที่ฉันไม่มีวันข้ามได้แน่นอน ตอนที่ฉันกำลังแหงนคอตั้งบ่า หาอะไรพอที่จะให้เหยียบขึ้นได้ มือหนาของท่านจ้าวก็รวบเอวฉันทันที กว่าจะรู้ตัวฉันก็ไปนั่งแปะอยู่บนสุดกำแพงแล้ว ฉันกระพริบตามองตามบุรุษร่างสูงที่ตอนนี้ดูเหมือนแค่เด็กชายซุกซน กระโจนข้ามรั้วไปอย่างคล่องแคล่ว
"ลงมาสิ" เขาร้องบอกมาจากพื้น ในขณะที่ฉันยังนั่งในท่าเดิมบนกำแพง แค่วัดความสูง
แล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือก ตกลงไปแบบนี้ ไม่เจ็บสั้นก็เจ็บนานแน่นอน
"จะให้หม่อมฉันลงยังไงไหวเพคะ" เสียงฉันเหมือนจะร้องไห้ ส่ายหน้าดิก
"ผมอยู่นี่ไง" เขาชี้ที่ตัวเอง "ลงมาเถอะน่า ถ้าเจ็บผมให้ตีเลยเอ้า!" สัญญิง สัญญาเหมือนเด็กๆ เขานึกว่าฉันอายุเท่าไหร่กัน!
ฉันหน้าบูดสนิท แต่อะไรบางอย่าง... ที่อบอุ่นและฉันวางใจ ทำให้ฉันกระโจนแผลวลงจากกำแพง แขนแข็งแรงของเอวิเดสอ้ากว้าง รับฉันไว้แนบอกอย่างพอดิบพอดี
"เห็นไหม ไม่เจ็บอะไรเลย" เสียงพูดข้างหู ลมหายร้อนๆ เป่าข้างแก้ม "มัวแต่กลัวไม่เข้าเรื่อง เก๊าะมีแต่อด!"
"อดอะไรเพคะ" ฉันโวย สลัดตัวออกจากอ้อมแขนเขา อดไม่ได้ที่จะใจเต้น
"อดเที่ยวไงล่ะ" บอกแค่นั้นแล้วออกเดินต่อ
คณะเดินทางของเราเดินไม่นาน ก็เข้าสู่ป่าสนโปร่ง ท่านจ้าวหยุดทักทายกับทหารเวรอย่างร่าเริง
"หนีเที่ยวอีกล่ะสิกระหม่อม ?" คำทักทายของทหารเวรเหมือนคุ้นเคยกันดี
ท่านจ้าวยิ้ม ฉันได้แต่เดินตามแล้วต้องชะงักกึก เมื่อนายทหารอีกคนร้องถามว่า
"แล้วนั่นใครหรือพะยะค่ะ ?" หัวฉันแทบทิ่ม ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดยใครถามแบบไร้มารยาทแบบนี้มาก่อน
"อ๋อ..." คนตอบลากเสียงยาว ขณะที่ฉันกำลังคำรามในใจด้วยความโกรธ ตาคู่สีดำสนิท
เบือนมาสบฉันแล้วยิ้มพราย "เด็กน่ะ... เด็กเค้าฝากมาเลี้ยง"
กรี๊ดดด! ถ้าฉันทำร้ายท่านจ้าวของพวกเขาจะผิดกฏหมายไหม???
----
"อะไรกัน ยังโกรธอีกหรือ ? เดี๋ยวเลี้ยงไอติมน่า" เสียงผู้ชายข้างตัวฉันดังขึ้น เสียงเหมือน... ไม่ค่อยสำนึกเท่าไหร่ ฉันหน้าบูดสนิท
"หม่อมฉันไม่ใช่เด็กแล้วเพคะ!" ฉันแหวอย่างเส้นอารมณ์ขาด
"อ้าว แล้วเป็นผู้ใหญ่นักหรือ ?" คำย้อนถามจริงจัง หยุดเดินแล้วหันมามองฉันตรงๆ
"เพคะ!"
เอวิเดสส่ายศีรษะเหมือนจะระอาหน่อยๆ "คุณจะเอาอะไรมาเป็นตัววัดความเป็นผู้ใหญ่ ?"
"ก็ปีนี้หม่อมฉันอายุ..."
"ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงเป็นเด็กทารก ถ้าเทียบกับอายุผม"
"อะไรนะเพคะ ?"
นัยน์ตาสีนิลอ่อนแสงลง มีรอยของความ... เขาเรียกว่าอะไรนะ เอ็นดูหรือ ? เป็นไปไม่ได้!
"ผมอายุมาก... มากจนจำไม่ได้ ชีวิตของปิศาจยาวนานกว่ามนุษย์มาก"
"งั้นก็แก่!" ฉันตอบ หน้าเชิดเหมือนเป็นอันสรุปประเด็น
"บางเรื่องในชีวิตอันยาวนานของเราก็ไม่น่าพิศมัยนัก มันแย่จนเราไม่ปรารถนาแม้จะหวน
กลับไปคิดถึงมันอีก... เพราะฉะนั้น อลิเซีย" เสียงทุ้มทอดลงอย่างได้จังหวะ แหม... น่าไปเป็นนักพูด
"เรื่องนี้ ที่คุณต้องอยู่ตรงนี้ ไม่นานอาจเป็นเรื่องหนึ่งในเรื่องแย่ๆ ในชีวิตคุณ แต่ผมคิดว่า มันจะไม่ดีหรอกหรือ ที่เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องที่แย่นัก"
"หม่อมฉันมีสิทธิ ?" เสียงประชด... ตาย... เหมือนไม่ใช่เสียงฉันสักนิด ตั้งแต่เกิดมาอลิเซีย
ยังไม่เคยพูดแบบนี้กับใคร
"มี" คำตอบหนักแน่น "มีสิทธิเหมือนที่ทุกคนพึงมี สิทธิที่จะมีความสุข"
"แต่ไม่ใช่สิทธิที่มีความคิดของตัวเอง"
"ความคิดของคุณ ใครห้ามคุณได้ ? หัวใจของคุณ ใครบังคับคุณได้ ?" เขายิ้มให้ แตะข้อศอกฉันเบาๆ
"เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมจะรับเชิญคุณในฐานะอาคันตุกะพิเศษ จะนั่ง จะนอน จะกินที่เดมอสนานเท่าไหร่ก็ได้ จะเที่ยวที่ไหนก็ไปกัน ผมจะช่วยให้เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คุณต้องมีความสุขเมื่อคิดถึงมัน"
ฉันกัดริมฝีปาก เอวิเดสช่างทำเสียงอ่อนโยนได้อย่างเหลือเชื่อ และ... ไม่เคยมีใครพูด
เหมือนกับรับฟังฉันแบบนี้มาก่อน
"หมายความว่า... ถ้าหม่อมฉันจะกลับเอเดนก็ได้ ?"
"ใช่" มือที่แตะข้อศอกเลื่อนมาบีบข้อมือเบาๆ "แต่ตอนนี้... ลืมเสีย ว่าเป็นทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงอลิเซีย เฟย์ลียา ฟาโรเวล ที่อภิเษกกับท่านจ้าว ลืมเสีย ตอนนี้คุณเป็นเด็กหญิงอลิเซีย ที่มาเที่ยวเดมอส...เบื่อเมื่อไหร่คุณก็จะกลับ..." สุ้มเสียงสะดุดเล็กน้อย "กลับบ้านของคุณ"
"แต่เรื่องพันธสัญญา..." ฉันถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับตอบได้สมเป็นเอวิเดส...เหมือนเรื่องทุกอย่างจะง่ายดาย ไม่ว่าร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม
"ช่างมัน เอเดนจะไม่สูญเสียอะไรทั้งสิ้น แม้แต่อลิเซีย!"
ฉันไม่รู้ว่าควรเชื่อเขาดีหรือไม่ ประเทศเป็นสิ่งที่ฉันต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกไม่ใช่หรือ ?
แต่... ถ้อยคำหนักแน่น มั่นคง เหมือนเรื่องทุกอย่างจะคลี่คลายได้ แค่ทำตามที่เขาบอก
ทำให้ฉันหลับตาลง จินตนาการว่าตัวเองเป็นเด็กหญิงอลิเซียอีกครั้ง...
กลับไปเป็นวัยเยาว์... ที่ไม่เคยมีแม้อิสรภาพ!
"แต่หม่อมฉันของสักอย่าง"
"บอกมาเลย" เขาจับจูงมือฉัน เบา... สุภาพ ฉันอมยิ้มก่อนจะกระชับอุ้งมือหนาให้แน่นเข้า
"พระองค์ต้องเป็นเด็กชายเอวิเดสด้วยเหมือนกัน"
เอวิเดสหัวเราะร่าอย่างถูกใจ
"ช่างต่อรองดีจริง... ได้ แล้ววันนี้เด็กชายเอวิเดสจะพาเด็กหญิงอลิเซียซน จนโดน... เอ้อ ใครดีนะ ? ป้า... คุณป้าลูนาดุ"
"ราชินีจันทราทรงเป็นพระขนิษฐาของพระองค์ไม่ใช่หรือเพคะ ?" ฉันถามเขาขณะยังก้าวไปเรื่อยๆ เหมือนเดินเล่นอย่างเกียจคร้าน ในวันที่อากาศดี
"ขนิษฐา? เอ้อ ใช่ น้องสาวผมเอง" ดูเหมือนอีตาคนนี้จะยิ้มได้ตลอดแฮะ "คุณกลัวเธอหรือเปล่า ?"
"ก็นิดหน่อยเพคะ" ฉันยอมรับ
"นั่นล่ะ ลูนา หยิ่งก็เท่านั้น ปากร้ายก็เท่านั้น แต่เป็นคนใจดี" เขาส่ายหน้าน้อยๆ
"แล้วก็เด็ดขาด ชีวิตอยู่แต่ในกรอบ กฏระเบียบเสียยิ่งกว่าทหาร ลูนาไม่เคยทำอะไรที่นอกเหนือจากแผนการตัวเองเลย เธอต้องมีแผน ที่ตัวเธอเองต้องดำเนินไปอย่างถูกต้องเป๊ะ ไม่มีทางคลาดเคลื่อน" คิ้วหนาขมวดเข้าหากันน้อยๆ
"ชีวิตของลูนาไม่เคยมีคำว่าล้มเหลว ถ้ามี... เธอจะใช้เท้าของตัวเองลบคำนั้นออกไปจากชีวิต"
"หม่อมฉันเห็น... ทรงโฉมมากเพคะ" ฉันสาวเท้าเร็วๆ เพื่อให้ก้าวทันขายาวๆ ที่ลากฉันไปพรวดๆ
"วรองค์สูง คม"
เอวิเดสหัวเราะในลำคอ "ก็คงสวย... เขาถึงได้หยิ่งผยองขนาดนั้น เพราะทุกอย่างที่เขามี
ต่างก็แลกมาด้วยความยากลำบาก เขาเคยพูดว่า ในแผ่นดินนี้ ไม่มีชายใดที่คู่ควรกับเขา"
"ก็คงใช่เพคะ" ฉันรับคำ "ถ้าหม่อมฉันสวย เก่งแล้วก็มีอำนาจขนาดนั้น คงจะคิดว่าไม่มีใครคู่ควรเหมือนกัน"
"ทำไมนะ ? ทำไมผู้หญิงถึงคิดแบบนี้ ?"
"ก็... ทรงคิดเหมือนกันไหมเพคะ ? ความเห็นของผู้ชาย" ฉันย้อน
เขาหัวเราะอีก "ไม่หรอก ผมคิดว่าฉันรอ... รอใครบางคน ที่ผมไม่รู้ว่าคือใคร"
"ฟังดูดีจัง"
"ความรู้สึกแบบนี้... บางทีก็อบอุ่นนะ เหมือนว่าการเดินทางของเราจะเจอรอยยิ้มของใครบางคนอยู่สุดปลายทาง เหมือนเป็นรางวัล" เขาหยุด แล้วหันมาถามฉันว่า
"มันเหมือนไร้สาระนะ แต่ถ้าใครไม่เคยรู้สึก คงไม่เข้าใจ"
"เข้าใจเพคะ" ฉันยิ้มเรื่อยๆ กระตุกมือเขาให้หยุดเดิน "แต่ครั้งก็เจ็บปวด...เพราะเหมือนทางเดินนั้นยืดยาวไม่มีวันจบ แล้วเห็นแค่ใครบางคนยืนรอแค่เงามัว คนที่รัก... เหลือเกิน ก็เหมือนไม่ใช่คนที่เป็นของเราจริงๆ"
"เคยหรือ ?" เนตรนิลฉายแววฉงน
ฉันพยักหน้า "เขาคงไม่รอหม่อมฉันแล้วกระมัง ? เพราะจนป่านนี้แล้ว หม่อมฉันยังเดินไปไม่ถึงเลย"
"ถ้าอย่างนั้น" เขายิ้มจนเห็นฟันขาวเรียบ เรียงตัวสวย เหมือนจะรู้ตัวว่ายิ้มสวยเลยยิ่งยิ้ม!
"ใครบางคนของผมคงจะรอจนแก่แล้วมั้ง ?"
ฉันหัวเราะ นับเป็นหัวเราะแรกนับแต่ฉันก้าวย่างเข้าสู่แผ่นดินแห่งปิศาจ
"หรือบางก็อาจหนีฝ่าบาทไปแล้ว"
"อาจเป็นไปได้"
ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าฉันจะได้คุยกับเอวิเดสอย่างไม่เคยมีเรื่องราวกับมาก่อน เอาเถอะ... คบๆ อีตานี่ไว้คงไม่เสียหายอะไร ไม่ต้องห่วงเรื่องชื่อเสียงด้วย
อ้าว... ก็ฉันแต่งงานกับเขาแล้วนี่ ถึงจะในนามก็เถอะ อย่างน้อยในดินแดนท้องฟ้าครามแบบนี้ ฉันก็มีเพื่อนล่ะ
ฉันเดินเตร่ดูโน่น ดูนี่อย่างสนใจ ที่ที่เอวิเดสนำเที่ยวคือตลาดในเมืองหลวงที่นี่ถูกแยกออกเป็นสัดส่วนชัดเจน มีตลาดเครื่องประดับและอัญมณี ตลาดของสด ตลาดเครื่องเทศ ตลาดของชิ้นใหญ่ๆ อย่างเครื่องมือช่าง หรือเครื่องมือทำสวน ส่วนที่อยู่ไกลออกไปคือตลาดค้าสัตว์ เพื่อเอาไว้ใช้งานหรอก เดมอสไม่อนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์หรือค้าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ฉันคิดว่ามันเข้าที และเห็นได้ชัดว่าสภาพเศรษฐกิจของเดมอสไม่ต้องพึ่งเอเดนก็เหลือเฟือแล้ว
"ถ้าที่นครจันทรา ตลาดที่นั่นใหญ่กว่านี้มาก" เด็กชายท่านจ้าวอธิบายเรียบๆ เดินตามฉันที่ผละจากแผงโน้น แผงนี้อย่างอดทน
"หรือเพคะ..." เสียงฉันตื่นเต้น ชูสร้อยทำจากหินสีแปลกตาขึ้น
"นครจันทราเป็นตลาดหลักของเดมอส ทั้งค้าส่งและปลีกรวมกันที่นั่น" มือใหญ่ฉวยสร้อยในมือฉันไป ยังไม่ทันจะได้โวย เขาก็หันตัวไปหาแม่ค้า ไม่นานนักสร้อยเส้นนักก็ถูกวาง
บนอุ้งมือฉัน
"หินจันทรา... อย่างหยาบ เอาไว้ขายนักท่องเที่ยว ถ้าคุณอยากได้จริงๆ ก็น่าจะบอกผม ที่วังมีอีกเป็นพะเรอเกวียน ลูนาเอาไว้ขัดผิว"
ฉันมองตาปริบๆ "หม่อมฉันจะรู้ได้ยังไงเพคะ... ถึงจะซื้อก็ซื้อไม่ได้"
"ทำไม ?"
"ก็ไม่มีเงินสักแดง" ฉันแบมือออกสองข้างให้เขาดู เอวิเดสถอนหายใจเฮือก
"คุณก็ไม่บอก"
"ช่างเถอะเพคะ เอาเป็นว่าหม่อมฉันได้สร้อยฟรีเส้นหนึ่ง" ฉันยิ้มอย่างถูกใจ รีบสวมทาบบนคอทันที กลัวว่าเขาจะขอคืน
"แล้วที่ตรัสไว้ หินจันทราขัดผิวได้หรือเพคะ ?" แตะก้อนหินที่คล้องคอเบาๆ สีของมันเหลืองอ่อน มีเส้นสีเงินจางๆ ราวกับใยไหมอยู่ด้านใน
"คงได้มั้ง เห็นลูนาว่าอย่างนั้น หินจันทรามาจากหินที่อาบแสงจันทร์เป็นเวลานาน
พวกผู้หญิงเขาเชื่อกันว่าเอามาขัดผิวแล้วผิวจะนวลสวยเหมือนแสงจันทร์"
"แปลกดีเพคะ" ฉันวิจารณ์ "ที่นี่ชอบผิวเหลืองหรือเพคะ ?"
"ใช่ คนผิวขาวจะไม่ค่อยมีนัก มาจากเอเดนเสียส่วนใหญ่"
ฉันชำเลืองดูผิวตัวเองแล้วยิ้มแหย "ดูก็รู้ซีเพคะ ว่าหม่อมฉันมาจากเอเดน"
"ไม่แปลกหรอก ชาวเอเดนข้ามมาค้าขายบ่อยๆ" มือใหญ่แตะข้อศอกฉันอย่างสุภาพ
"ไว้ค่อยมาดูเถอะ ตอนนี้ต้องรีบ เดี๋ยวจะไม่ทัน"
ฉันยังไม่ทันจะได้ถาม ตามเคย... เขาก็เดินนำฉันไปลิ่วแล้ว ฉันจะทำยังไงได้อีกล่ะ นอกจากวิ่งตาม ไม่อย่างนั้นคงได้หลงอยู่ในตลาดนี่แน่
ฉันยืนหอบอยู่ตรงหน้ากระท่อมหลังน้อย มือนวดซี่โครงตัวเองพลาง หมอนี่เดินเร็วชะมัด
เอวิเดสไม่ใส่ใจฉันแม้แต่น้อย เขาก้าวไปที่ประตู เคาะเบาๆ สองสามครั้ง แล้วร้องเรียก
คนด้านในเสียงหวานว่า
"คาเรนจ๋า ผมมาเยี่ยม เปิดประตูรับหน่อยซี"
ประตูกระท่อมเปิดออก แล้วสตรีร่างสูงโปร่งก้าวออกมา ฉันได้แต่อุทานอย่างประหลาดใจ
เอาอีกแล้ว... สาวสวย หญิงเดมอสนี่สวยกันทุกคนเลยหรือไงนะ
หล่อนมีตาดำ ผมดำ เหมือนท่านจ้าว ผมหล่อนถูกรวบไว้ง่ายๆ กลางหลัง ตาคู่โตสวยและมีแววเศร้าตลอดเวลา
"นึกว่าไอ้หนุ่มที่ไหนมาร้องหา ที่แท้ท่านจ้าวนี่เอง" คำสัพยอกน้อยเสียเมื่อไหร่ เห็นชัดว่า
สนิทสนมกับเอวิเดสไม่น้อย ฉันประมวลข้อมูลได้ทันที
สาวสวย กับหนุ่ม(ใหญ่)โสด... จะมีอะไรให้คิดมากอีกเล่า
"คาเรนจ๋า อย่าหักหน้าผมนักเลย วันนี้มีของฝากมาด้วย"
ฉันมองคนโน้นที คนนี้ที ไปเป็นของฝากตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
"ต๊าย น่ารัก" เสียงหวานอุทานอย่างยินดี ฉันจับแววประชดไม่ได้แม้แต่น้อย
"นี่คงเป็นสมเด็จราชินีสิเพคะ ? ท่านจ้าวเล่นอะไรแปลกๆ อีกล่ะสิ"
"เฮ้ๆ ผมยังยืนอยู่นี่นะ" เอวิเดสร้องเสียงบูด แต่หน้าตาชื่นมื่น ฉันอดค่อนไม่ได้ คงดีใจล่ะสิ มาเยี่ยมบ้านสาวอย่างนี้น่ะ
"เรื่องมากจริง ตาคนนี้" หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆ แต่ก็ยังยิ้มหวาน "สมเด็จเสด็จเข้ามาประทับก่อนเพคะ" คำพูดสวิงสวายใช้ได้ไม่น้อย แสดงว่าถ้าไม่เป็นนักแสดงเก่าก็คงเคยทำงานในวังมาก่อน
ภายในกระท่อมแคบๆ แออัดด้วยเด็ก! ฉันอ้าปากค้าง ขณะทรุดตัวลงนั่งบนพรมสีสด เอวิเดสทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อุ้มเด็กที่อยู่ใกล้มือมากอดรัดฟัดเหวี่ยงเล่น ดูจะคุ้นเคยดีกับเด็กๆ บ้านนี้
หญิงสาวผู้ชื่อคาเรนวางถ้วยชาดินเผาราคาถูก แต่สะอาดสะอ้านตรงหน้าฉัน ก่อนจะหันไป
ถามเสียงเฉียบกับเอวิเดสว่า
"มารยาทคุณหายไปไหนหมด เอวิเดส ?"
ท่านจ้าวยอมวางเด็กๆ ที่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดลง แล้วยิ้มแต้
"คาเรนจ๊ะ นี่อลิเซีย อลิเซียนี่คาเรน"
"ยินดีที่ได้รู้จักเพคะ" คาเรนผงกศีรษะรับ "หม่อมฉันเป็นสหายกับเอวิเดสเพคะ ส่วนเด็กๆ พวกนี้" หล่อนรีบตะครุบเด็กหญิงทารกลงจากโต๊ะ "เป็นลูกหม่อมฉันเองเพคะ"
ฉันอึ้งอีกรอบ หันไปมองเอวิเดสตาปริบๆ "หม่อมฉันไม่นึกว่าพระองค์จะมีลูกแล้ว"
พูดไปแล้วน่าเจ็บใจ ชีวิตของอลิเซียมีแต่เรื่องดีงามมาตลอด ไม่เคยทำเรื่องผิดศีลธรรมมาก่อน แต่นี่ ฉันกัดริมฝีปาก ฉันมาเป็นตัวทำลายครอบครัวเขาหรือนี่ เด็กๆ เหล่านี้อาจเป็นลูกนอกสมรสของเขากับคาเรนก็ได้ แต่จู่ๆ ก็มีฉัน... มาแทรกกลาง แล้วยังเด็กๆ อีก... ผู้หญิงตัวคนเดียวคงลำบากไม่น้อยเลย
ในขณะที่คิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ทั้งเสียงคาเรนและเอวิเดสก็ร้องพร้อมกัน "ไม่ใช่เลย"
"สมเด็จเพคะ" คาเรนกล่าวเสียงอ่อน "สามีหม่อมฉันตายในสนามรบเพคะ เขาเคยเป็นมือขวาของเอวิเดส" เสียงหวานพร่าสั่นเล็กน้อย
"เอวิเดสทรงเมตตา หม่อมฉันและลูกๆ... มาโดยตลอด สมเด็จอย่าทรง... ลำบากพระทัยเลยเพคะ"
ตลอดทางฉันนิ่งเงียบ ความเข้มแข็ง เดียวดายและโศกเศร้าของคาเรนถูกส่งผ่าน มาทางดวงตาสีนิล และความอ่อนโยนแห่งจ้าวปิศาจเป็นเหมือนดั่งน้ำทิพย์ที่ช่วยให้แม่ม่าย
ผู้นี้เข้มแข็ง
มิใยที่เอวิเดสจะพยายามชวนฉันคุยอย่างไร แต่ฉันยังคงนิ่งเงียบ จนเขาถอนหายใจและเปลี่ยนเป็นเดินนำหน้าฉันเร็วๆ และเงียบไปเช่นกัน
"ทำไมไม่ทรง... แต่งงานกับคาเรนเล่าเพคะ ?" ฉันโพล่งถามอย่างอึดอัด "ในเมื่อสามี
เขาตายไปแล้ว และคงลำบากไม่น้อยเลย"
เอวิเดสหยุดกึก หันกลับมาหาฉัน นัยน์ตาส่อแววยินดีชั่วครู่ "เพราะผมไม่ได้รักหล่อน!
สามีของคาเรนตายไป เพราะสงครามระหว่างเผ่าสองปีที่แล้ว เขาตายเพราะรับดาบแทนผมทำให้เหลือแค่คาเรนกับลูกน้อย"
"แต่... เถอะเพคะ เลยทรงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ?"
"ผมรู้จักบุญคุณ ไม่รู้ว่าที่เอเดนจะสอนคุณหรือเปล่า ?" เสียงห้าวติดจะเยาะ ฉันหรี่ตาลงอย่างไม่ชอบใจ
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า ในเมื่อต่างคนต่างมีคนของตัวเองรออยู่แล้ว ทำไมจะต้องจำใจ
แต่งงานกันด้วย มันทรมานสิ้นดี ทำไมเราไม่หย่ากันเสีย แล้วแยกทางกันไป ทางใครทางมัน"
"คุณอาจมี แต่ผมไม่มี! คาเรนเป็นเหมือนคนหนึ่งที่ผมรู้ถึงพระคุณ หล่อนไม่เคยกล่าวโทษผมแม้แต่คำเดียว กลับยกย่องชมเชยสามีที่กล้าหาญยอมตายเพื่อท่านจ้าว!" เสียงตรัสห้วนจัด ทว่าประโยคที่ตามมากลับอ่อนลง ระคนเศร้า
"ลืมแล้วหรืออลิเซีย ตอนนี้คุณเป็นแขกของผม มีอีกหลายที่ในเดมอสที่คุณยังไม่ได้เห็น เราอย่ามาทะเลาะกันเลย"
---------
AiMui / อัพทีเดียว ๒ ฉบับ ^^'' เปิดเทอมวันแรกก็เล่นเอาหมดแรงแล้ว
edit @ 2007/05/16 16:01:01

มาอ่าต่อจ้า
ง๊ากกกกกกกกกกกก
เอวี่ น่าักเสมอ
อ๊ากกกกกกกกกกกก
#1 By ว๊ากกกกกกกก on 2007-05-18 23:27