Fic Baramos : Princess and Satan : Trois
posted on 12 Apr 2008 18:00 by muitapol in Fic-PrincessAndSatanTrois : เริ่มต้น : Begin
เสียงหวีดร้องกึกก้องของพายุหิมะขู่กรรโชกให้ฉันนั่งสั่นอยู่ข้างเตาผิง ฉันรักสิ่งที่เฟรินและคาโลมอบให้ แต่ฉันไม่ชอบครูของฉันเอาเสียเลย
ถ้าบอกตรงๆ ฉันกลัวนัยน์ตาเขา แม้จะสวยเหมือนดั่งราตรีอันมืดมิดก็ตาม แต่ถึงอย่างไร ฉันก็รู้ว่านัยน์ตาคู่นั้นไม่เคยยิ้มแย้มดังริมฝีปากของเขาเลย
ต้องขอบคุณพายุหิมะ วันนี้เขาคงไม่สามารถฝ่าพายุมาที่ตำหนักอันห่างไกลนี้ได้หรอก
ฉันผลอยหลับไปเมื่อสิบเอ็ดโมง และตื่นขึ้นมาตอนเที่ยง นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาบอกฉันด้วยตาเป็นประกายว่า มีคนมาเฝ้า ฉันเผลอมองนอกหน้าต่าง
พายุหิมะกำลังบุกตำหนัก...
แม้จะสงสัยว่าเขาฝ่าพายุมาได้อย่างไร แต่ฉันคิดว่า จะเป็นการดีกว่าถ้าจะรอให้เขาพูดเอง ลูคัสนั่งรอฉันอยู่ในห้องอาหารเขาสวมชุดเดินทางสีเข้มเหมือนเดิม และเปียกโชกไปทั้งตัว เขากำลังจิบชารอฉันอย่างใจเย็น
"สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีตอนเที่ยง เจ้าหญิง"
แล้วทั้งห้องก็เงียบ... ฉันขยับตัวอย่างอึดอัดใจบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า นวมที่บุไว้นั้นสีซีดจางหมดแล้ว
"วันนี้หิมะตกหนักนะคะ" ฉันพยายามพูด ไม่ให้ความเงียบส่งเสียงดังมากเกินไป
"มากจนเกินจำเป็นนะ"
"ค่ะ" และก็เงียบอีก ฉันหายใจพรืดเป็นไอออกมา มองผ่านม่านผมสีทองของตัวเองไปยังหน้าต่าง ภาพที่ปรากฏคือหิมะสีขาวทับโถมกันจนแทบจะกลืนฉันเข้าไปได้
เขาวางถ้วยชาดังกริ๊ก "อะไรบ้างที่เจ้าหญิงอยากเรียน"
ฉันหยุดคิด ใคร่ครวญไม่นานก็ตอบได้ทันใด "ขี่ม้า"
"เจ้าหญิงขี่ม้าไม่เป็น ?" ฉันเห็นร่องรอยขบขันในนัยน์ตาสีมืดของเขา
ฉันทำคางยื่นเหมือนที่เคยทำอย่างไม่พอใจ "ค่ะ"
"ก็ได้นะ" เขาทำท่าคิด "แล้วเจ้าหญิงสนใจอะไรอีก ?"
"ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างคะ ? ไฮคิงหน้าตาเป็นอย่างไร ? คิงบาโรดุไหม ? แล้วอเมซอนมีทาสจริงๆ หรือคะ ?"
ฉันถามติดกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เคยผ่านมายังตำหนักฉันเลย
"เอ.. ตอนนี้ข้างนอกหิมะตกหนัก" เขายิ้มมุมปาก "ไฮคิงหรือ... ฉันเห็นหน้าไม่ชัดนะ คิงบาโรดุหรือเปล่า ไม่แน่ใจ น่าจะถามคาลี่ดูมากกว่า อเมซอนเพิ่งเลิกทาสไปเมื่อไม่กี่ปี แต่ก็ยังมีอยู่"
"จริงหรือคะ ?" ฉันถามเสียงตื่นเต้น น่าอายอีกแล้วที่ความกระตือรือร้นทำให้แก้มฉันยิ่งแดงจัดเข้าไปอีก และมันคงตัดฉับกับผิวสีงาช้างของฉันพอดิบพอดี
"ฉันอยากรู้ อยากฟังค่ะ"
"เรื่องอะไรล่ะ ?" เขาถามพลางเคาะนิ้วกับถ้วยชาเบาๆ ฉันเพิ่งสังเกตว่าผู้ชายคนนี้มีนิ้วเรียวสวยไม่แพ้ผู้หญิงเลย
"ทุกเรื่องค่ะ ที่คุณเคยเรียน เคยเห็น เคยได้ยิน เคยรู้สึก" ฉันตอบมั่นคง
"เอาอย่างนั้นเลยหรือ บางเรื่องมันไม่น่าฟังนะ" ฉันว่าเขาเย้าแหย่ฉันแน่ๆ
"ฉันจะฟังค่ะ"
"งั้นก็รอคืนนี้ มาที่ห้องโถง" เขาเว้นจังหวะ "เรื่องขี่ม้าคงต้องรอให้หิมะละลายก่อน"
ฉันกลั้นใจฟังแล้วถามสิ่งที่ฉันเฝ้าถามคนโน้นคนนี้มาตลอดชีวิต "ทำไมฉันถึงมาอยู่ทีนี่คะ ? จะมีสักวันไหมที่ฉันจะได้เห็นสิ่งที่คุณเห็น ?"
ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ตอบฉัน เหมือนดังคนอื่นๆ... เขาลุกยืนขึ้นตัดบทว่า
"คุณเซลด้าจะจัดห้องให้ฉัน เจ้าหญิงนำไปได้ไหม ?"
...
หลังอาหารค่ำ ลูคัสก็กลับมาจากข้างนอก ฉันสงสัยเหลือเกินว่าเขาออกไปได้อย่างไร หิมะกำลังตกหนัก อากาศหนาวจัด ไม่ปราณีสักนิด ฉันจึงเลือกที่จะยึดพื้นที่ข้างเตาผิงโดยไม่ยอมขยับออกตั้งแต่บ่าย
"นั่งนานๆ ระวังเป็นแม่หมูนะ" เขาทักพลางนั่งขัดสมาธิลงข้างฉัน ปากร้องซี๊ดด้วยความหนาว
ฉันไม่เคยเห็นหมู แต่เคยเห็นภาพลูกหมู มันกลมดิ๊ก สีชมพูสดน่ารักน่ากอด
"หมูไม่น่ารักหรือคะ ?"
ชายหนุ่มชะงัก ก่อนถอนหายใจ "ลืมไปว่าเจ้าหญิงไม่เคยเห็นหมู"
"แล้วคุณหมายความว่าอย่างไร ?"
"แล้วทำไมเจ้าหญิงถึงชอบถาม ?" เขาย้อน ฉันหน้าเสีย ลืมไปว่าความงี่เง่าของฉันบางทีก็ทำให้คนอื่นรำคาญ
เพราะคาโลไม่เคยรำคาญความงี่เง่าของฉัน เลยทำให้ฉันลืมตัว
"ก็ฉันไม่รู้นี่..."
มือเรียวของเขาขยี้ผมฉันเหมือนเด็ก ก่อนตอบเสียงปราณีกว่าเดิมว่า "เป็นคำเปรียบน่ะ หมูเปรียบได้หลายอย่าง...อะไรที่ไม่ดีๆ ก็มักจะเปรียบกับหมู"
"เช่นอะไรคะ ?" ฉันเงยหน้าขึ้นมองหน้าคมอย่างใคร่รู้
"ก็ส่วนใหญ่เป็นนิสัยของหมู ตะกละ อ้วน โง่ สกปรก ขี้เกียจ..."
"งั้นฉันก็เหมือนหมู... โง่เหมือนหมู"
เขาจ้องฉันเขม็ง "ฉันไม่คิดอย่างนั้น"
"คุณพูดเองนะ" ฉันค้าน
"เปล่า ฉันหมายความว่าถ้าเจ้าหญิงแช่อยู่แต่ข้างเตาผิงนานๆ ก็จะอ้วนเหมือนหมู" เขายิ้ม มองฉันต้องแต่หัวจรดเท้า "แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี ตอนนี้เจ้าหญิงอ้วนอีกนิดก็จะดีมาก"
ฉันรู้ตัวฉันน่า เขาไม่เห็นจำเป็นต้องย้ำความตัวเล็ก ผอมบางของฉันเลยนี่นา
"ฉันพยายามแล้ว"
"เจ้าหญิงต้องกินเยอะๆ ออกไปเล่นข้างนอกเหมือนเด็กทั่วไปบ้าง"
"ฉันไม่มีเพื่อน"
"งั้นพรุ่งนี้ เราก็จะออกไปปาหิมะกัน กับเจ้าทิม คนดูแลม้า เจ้าหญิงรู้จักไหม ?"
"รู้จัก"
นัยน์ตาคู่คมหลังกรอบแว่นมีแววประหลาดใจ ทำให้ฉันต้องเสริม
"ฉันพยายามขี่ม้าน่ะ เลยต้องเอาลูกกวาดไปแลกกับม้าออกมา แล้วก็..." ฉันยิ้มแหย "เจ็บตัว เซลด้าบอกให้
ฉันเลิกขี่ เพราะว่าทำให้เจ็บตัวแล้วถ้าจอมภูตรู้ ก็ไม่แน่ว่าจะโดนดุหรือเปล่า"
"ลูกกวาด ?" เขาถาม หน้าตาขบขันปนทึ่ง
"ใช่ ฉันกับทิมชอบลูกกวาด แต่เราไม่ค่อยได้กินบ่อยนักหรอก..." ฉันตอบ
"พอดีเลย" เขาขยับรอยยิ้ม แสงไฟจากเตาผิงวูบวาบให้เงาในนัยน์ตาสีนิล ดูวาววับราวกับปิศาจ "แบมือมาสิ"
ฉันมองเขาอย่างงงๆ แต่ก็แบมือออกไปอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมแล้ววางอะไรบางอย่างบนมือของฉัน ฉันมองของที่เขาให้ในมือ...
ลูกกวาดสีสดใสหลายเม็ดเต็มกำมือ ฉันเงยหน้ายิ้มกว้างให้ลูคัส
"ขอบคุณค่ะ"
"ฉันไม่ได้ให้เจ้าหญิง แต่เป็นค่าจ้าง"
"ค่าจ้าง ?" ฉันทวนคำ
"เจ้าหญิงต้องเข้านอนแล้ว แต่ถ้าจะกินลูกกวาดก่อนให้กินให้เสร็จที่นี่แล้วแปรงฟัน..."
"และเข้านอน ?" ฉันยังยิ้มอยู่
"ใช่"
"ไหนคุณว่าจะเล่าเรื่องของคุณให้ฉันฟัง"
"กินลูกกวาดเสีย" เขาถอนใจ "ฉันเกิดที่ทริสทอร์..."
ฉันแกะห่อกระดาษลูกกวาดแล้วโยนเข้าเตาผิง เท้าคางฟังเขาอย่างตั้งใจ เสียงของเขาทุ้มกว่าคาโลและไม่เรียบเรื่อย...มีจังหวะ มีอารมณ์ ฉันฟังเพลิน... เพลินจนเคลิ้มใกล้หลับเต็มที่
ตาฉันปิดลง ซบลงบนกองหมอน เสียงทุ้มและความอบอุ่นจากกองไฟทำให้ฉันง่วง
"บอกแล้วให้เข้านอน เจ้าหญิงง่วงแล้ว" เสียงทุ้มๆ นั้นดุ แต่ฉันฝืนลืมตาไม่ไหวแล้ว
"ฮื้อ" ฉันค้านด้วยเสียงคราง แล้วอะไรบางอย่างที่แข็งแรงก็ช้อนฉันขึ้นจากพื้น ฉันไม่สนใจแล้ว ฉันซบหน้าลง
กับสิ่งนั้น พูดเบาๆ "ขอบคุณค่ะ"
....
นัยน์ตาสีนิลของลูคัส ซาโดเรียไม่มีประกายขี้เล่นอีกแล้ว ชายหนุ่มเพิ่งอุ้มเจ้าหญิงน้อยกลับห้องบรรทม ร่างหล่อนเล็กกว่าเขาเกือบครึ่ง ทั้งยังผอมบางจนน่าสังเวชใจเมื่อหล่อนมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าหญิง เรือนผมนุ่มราวกับใยไหมของราพันเซลหยิกเป็นลอนซบลงบนบ่าเขา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มปิดสนิท หล่อนหลับตาพริ้ปล่อยให้เขาอุ้มอย่างไว้วางใจ จนชายหนุ่มอยากจะถอนหายใจแรงๆ
แต่เมื่อแม่นมเซลด้าเปิดประตูห้องบรรทมให้ เขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น
สาบานได้ว่าห้องบรรทมของเจ้าหญิง!
ฝาผนังลอกขาด เตียงไม้หลังใหญ่หากโบราณ เก่าคร่ำคร่า ผ้านวมแม้จะยังหนานุ่มแต่ก็เก่าซีด เตาผิงก็ตัวเล็กเหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าจอมภูตอันโดรเมดร้าจะให้หลานสาวตนเองอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเด็กหญิงรับใช้
"ฉันไม่เคยเชื่อว่าสภาพน้องสาวเธอจะเหมือนราพันเซลจริงๆ" ลูคัสเปรย หากคนควรตอบไม่สนใจจะตอบ
เขาถามทันทีว่า "ราพันเซลเป็นอย่างไรบ้าง ?"
"เพิ่งเข้านอน ตอนฉันอายุสิบห้า ฉันจำได้ว่าไม่เคยตุ๋มติ๋มขนาดนี้"
"ไม่ใช่ความผิดของราพันเซล" พี่ชายออกรับทันที
"เธอโตมาในสภาพที่ถูกจำกัดทุกอย่าง"
"แม่ตุ๊กตาน่าสงสารจริงๆ" เฟรินถอนใจเฮือก "แล้วพี่จะทำยังไง ?"
ลูคัสยักไหล่ "ก็คงต้องหาชาติกำเนิดตุ๊กตาตุ๋มติ๋มของเฟรี่ก่อน"
"ฉันลองแล้ว" คาโลตอบ "เหมือนทุกอย่างถูกทำลายหมด... ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจอมภูตถึงกลัวราพันเซลได้ขนาดนี้"
"อาจไม่ใช่แค่คำทำนาย..." เฟรินเท้าคางอย่างใช้ความคิด ผิดกับนิสัย
"น่าแปลกนะ ถ้ารู้ว่าใช่... แล้วทำไมไม่ฆ่าทิ้งตอนเกิดเสียล่ะ ?"
"กว่าราพันเซลจะเข้าวังก็อายุได้สามขวบแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือคาโนวาลเป็นคนส่งไปสโนว์แลนด์เอง"
"จอมภูตเลยอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสินะ" ลูคัสเคาะนิ้ว "จะเป็นยังไง... ถ้าคนเราไม่รู้แม้แต่
ชาติกำเนิดตัวเอง ?"
"รู้แล้วอาจแย่กว่า" คาโลค้าน
"ไม่รู้สิแย่กว่า"หญิงสาวกลอกตา "ฉันไม่รู้นะว่าพี่จะรู้สึกเหมือนฉันหรือเปล่า ฉันแค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้...ต้องช่วย ไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกผิดไปตลอด"
ลูคัสไม่ตอบ หากสมองคิดกลับไปถึงร่างเล็ก นุ่มนิ่ม แบบบางราวกับกระเบื้องเคลือบ ผิวขาวจัดของหล่อนดูราวกับงาช้าง นัยน์ตาคู่กลมโต มีวี่แววไร้เดียงสาและความทุกข์...
จนน่าแปลกว่าเด็กหญิงตัวเล็กเพียงเท่านั้น จะสามารถมีความทุกข์ได้มากมายขนาดนี้...
....
อีตาลูคัสครับ มีคนใจบุญวาดให้ กรี๊ดด! (ลงสีไม่เป็นเค่อะ)
ขอบคุณคุณ Celestial Nymphs มากมายก่ายกองครับ TTOTT
กำหนดอีตาคนนี้ไว้คร่าวๆ (ไม่รู้จะกำหนดทำไม้... ) ว่า
อายุ 25 ปี
สูง 189 cm.
สูงนิดหนึ่ง จะได้ดูไม่เข้ากับราพันเซล (?) ที่สำหรับเราแล้ว มันไม่ค่อยจะโลลี่... แต่มันปัญญาอ่อนนิดๆ ด้วยซ้ำ (เฮ้อ~)
edit @ 12 Apr 2008 18:12:07 by ไอ้บ้า2ตัว
edit @ 24 Jul 2008 12:11:13 by ไอ้บ้า2ตัว

หึหึ
#1 By ก้านกล้วย (124.157.218.90) on 2008-04-17 19:10