Fic Baramos : Princess and Satan : Six
posted on 15 Oct 2008 15:22 by muitapol in Fic-PrincessAndSatanSix - กระจก - Miror
ฉันเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหน้าเขาชัดๆ อยากจะหัวเราะ... และยิ้มให้เขา แต่ไม่อาจทำได้ เพราะนัยน์ตาคู่สีฟ้าของ
เซลด้ายังไม่ละความดุดังจงอางหวงไข่
ลูคัสนั่งเรียบร้อยยอมให้เซลด้าพร่ำพรรณาถึง 'ข้อผิดพลาด' เหมือนเขาเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เล่นซนแล้ว
ถูกจับได้ ไม่ใช่ผู้เป็นครูฉันและอายุถึงยี่สิบห้าปี
ไม่ต้องให้เดาว่าเซลด้าโวยวายขนาดไหน นางร้องเสียงหลงทันทีที่เข้าตำหนักมาและพบกับลูคัสนั่งอยู่ข้างๆ ฉันที่หลับ
สนิทโดยมีฉันจับมือเขาไม่ยอมปล่อย เสียงร้องของนางเล่นเอาฉันสะดุ้งตื่น ลูคัสจุ๊ปากให้นางและโบ้ยให้ฉันหลับต่อ
แต่สายไปเสียแล้ว เซลด้าลากตัวลูคัสออกจากห้อง โดยมีฉันเดินตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฉันรู้สึกดีขึ้นมากหลังนอนหลับอีกตื่นและดื่มยาของลูคัสเข้าไป เขาขมวดคิ้วเหมือนไม่อยากเห็นฉันลุกขึ้นจากเตียง
แต่เขาจะทำอะไรได้ เมื่อเซลด้ายังพร่ำถึง 'ท่านอาจารย์และความไม่เหมาะสม' ไม่ขาดปาก เขาจึงทำได้เพียงแค่
หยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้ฉันแล้วจึงยอมย้ายสถานที่เทศนาไปที่ห้องโถงแทน
"ฉันรู้ค่ะว่าท่านอาจารย์หวังดี" เซลด้าว่าอย่างอึดอัดใจ ตัวฉันสั่นเพราะกลั้นหัวเราะ เพราะลูคัสเองก็มีสีหน้าประหลาด
จะว่าแปลกใจ... ก็ไม่เชิง คงเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียมากกว่า คงเพราะสีหน้าเขาทำให้ฉันหลุดคิกออกมา
แล้วแม่นมยังคงพร่ำต่อไป จนชั่วโมงกว่านางจึงหายใจหอบแล้วถามลูคัสว่า
"เจ้าหญิงจะหายประชวรเมื่อไหร่เจ้าคะ ?"
ลูคัสยิ้มอ่อนๆ แต่นัยน์ตาเขาเย็นเยียบ ฉันเบือนหน้าหนี ไม่อยากสบตาเหมือน 'ซาตาน' ของเขาเลย
"คิดว่าพรุ่งนี้ก็คงหายดีแล้วครับ" คำตอบสุภาพ ก่อนถามต่อ "ก่อนที่ผมจะมา ใครเป็นคนต้มยาครับ ?"
สีหน้าแม่นมประหลาดใจ "ฉันเองเจ้าค่ะ"
ชายหนุ่มถามเบาๆ สุภาพถึงส่วนผสม ซึ่งพอแม่นมบอกไปชายหนุ่มก็ยิ้มรับ
"มีอะไรหรือเจ้าคะ ?"
"ตอนผมเข้ามา... สียาเพี้ยนไปหน่อย แต่คงเพราะต้มนานไป ผมเลยลองถามส่วนประกอบดู"
แม่นมยิ้มแหย "ฉันสั่งให้สาวๆ พวกนั้นต้มเจ้าค่ะ เด็กพวกนี้ไว้ใจไม่ได้จริงๆ"
ชายหนุ่มผงกศีรษะรับ "ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว"
แม่นมอึกอัก ฉันจึงชิงถามว่า "จะไปไหนหรือคะ ?"
"ออกไปข้างนอกหน่อย"
"เจ้าหญิงเพคะ" เซลด้าร้องอย่างห้ามปราม ขึงตาใส่ แต่ฉันไม่ใส่ใจ มองเขาตาละห้อย มือหนาเขายื่นออกมาทำท่า
เหมือนจะลูบศีรษะฉัน แต่แล้วก็ดึงออก
"พรุ่งนี้พบกัน กระหม่อม" เขาน้อมตัวลงทำความเคารพแล้วจึงก้าวจากไป
ฉันถอนหายใจ เอาคอพิงพนัก แม่นมติติงเรื่อง 'การวางตัว'
"อย่าไปซอกแซกกับเขาเลยเพคะ" นางพ่นลมหายใจดังพรืด "หนุ่มๆ ก็อย่างนี้แหละเพคะ แม่นางเจ้าของร้าน
เหล้านั่นก็สวยใช่หยอก!"
"หรือ..." ทำไมนะ... ทำไมในอกฉันถึงรู้สึกโหวงๆ อย่างประหลาด เขาเอง... ไม่น่าแปลกหรอก
เขาก็ควรมีคนรักอยู่บ้างสิ อาจจะเพิ่งเริ่มต้นกันก็ได้นี่นา
"คืนนี้... เขาไม่มานอนที่นี่สินะ" ฉันถามเสียงแผ่ว สังเกตได้ถึงคำที่เขาใช้
"เจ้าหญิงเพคะ" แม่นมเรียกเสียงเข้ม "ทรงเป็นเด็กสาว อย่าไปสนใจเรื่องท่านอาจารย์เลยเพคะ ใครรู้เข้ามันไม่งาม"
"ฉันรู้แล้วจ้ะ" ฉันตัดบท ลุกยืนขึ้น หากความโหวงเหวง... ว่างเปล่าในอกยังไม่จางหาย
"ขอไปนอนก่อนนะ"
"ของเย็นล่ะเพคะ ?" แม่นมลุกตาม
"ผลัดเป็นของเช้าก็แล้วกัน นมกับสาวๆ กินกันเลยนะ" ฉันพูดเบาๆ สาวเท้าช้าๆ กลับห้องนอนของตัวเอง มองเก้าอี้
ที่ว่างเปล่า... ที่เขาเคยนั่งกุมมือฉันเมื่อเช้า เหมือนกับฝันไป...
"มันไม่แปลกหรอก แค่เหงาเท่านั้นแหละ" ฉันพึมพำบอกตัวซ้ำไปซ้ำมา แค่การเขาไม่อยู่... ฉันเลยเหงา
ไม่มีคนคุย ไม่มีใครซักถาม ฉันหลับตาแน่น ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
แต่ใครจะตอบฉันได้ไหม... ว่าความหวิวโหวงของหัวใจนี้... มาจากไหน... ?
ยามที่เขา... จากฉันไปเพื่อ...
...หาคนรักของเขา
...
ฉันนอนไม่หลับเลย แต่ไม่มีอาการไข้แล้ว แม่นมทำอะไรฉันไม่ได้ แต่กระนั้นเลย... ตอนฉันกินอาหารเช้าเสร็จ
(พร้อมกับการบังคับของแม่นม) ลูคัสก็นั่งรอฉันอยู่ในห้องโถงอันแสนอบอุ่น
ฉันกล้ำกลืนอะไรบางอย่างลงคอ... ความรู้สึกโหวงเหวงในอกของเมื่อคืนนี้ค่อยๆ ลดลง แต่มันกลับพองฟูอย่างน่าประหลาด
"อรุณสวัสดิ์" สีหน้าสีตาเขายังคงปกติ มีแต่ฉันกระมังที่แปลกไป ฉันจึงบังคับเสียงให้ตอบเขาเช่นเคย
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ"
ชายหนุ่มจิบชา ท่าทีไม่รู้ร้อนหนาว ก่อนเอ่ยออกมาเรียบๆ "เจ้าหญิงโกรธอะไรฉันหรือ ?"
"อะไรกันคะ ?" ฉันร้อง... โกรธเขาหรือ... โกรธเรื่องอะไรกัน
ก็แค่ไม่อยากให้ความแปลกแปร่งของฉันลามไปถึงเขาเท่านั้นเอง!
"เจ้าหญิงทำท่าเหมือนโกรธฉัน" เขาขมวดคิ้วน้อยๆ "วันนี้หิมะตกหนัก เราคงออกไปไม่ได้"
ฉันเหลียวมองหน้าต่าง... พายุหิมะอีกแล้ว... นี่ฉันคงใส่ใจแต่ตัวเอง จนไม่ได้สังเกตรอบข้างเลย
"ฉัน... คิดว่าอย่างนั้นค่ะ"
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้น ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงการเคลื่อนไหวของเขาดังกึกก้องทีเดียว ฉันบิดมืออยู่บนตัก
ความหวาดผวา... ไร้เหตุผล มันทำให้ในอกฉันราวกับจะว่างเปล่า
"เป็นอะไรไป ?" ร่างสูงนั่งลงข้างๆ ฉัน แม้เขาจะนั่งบนพื้นพรมระดับเดียวกัน แต่กระนั้นฉันก็ยังต้องแหงนหน้า
ขึ้น เพื่อสบตาเขา...
ถ้าเป็นหญิง 'คนนั้น' คงไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นเหมือนคนแคระ หล่อนคงจะจ้องหน้าเขาตรงๆ ฉีกยิ้มให้ด้วยความมั่นใจ
ไม่ใช่... ใบหน้าซีดเผือก... เหมือนที่ฉันเป็นตอนนี้
ฉันพยายามไม่จ้องหน้าเขา สายตาฉันเลื่อนลงไปที่เสื้อผ้าสีเข้มของเขาแทนเพื่อจะได้รวบรวมสติตอบเขาให้ปกติที่สุด
"ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ"
"งั้นสบตาฉันซิ" มือหนาถือวิสาสะเชยคางฉัน บังคับใบหน้าให้มองเขาตรงๆ
"ฉันไม่ได้... เป็นอะไร" เสียงฉันแผ่ว หากเขาไม่โง่พอที่จะเชื่อ มืออีกข้างแตะหน้าผากฉันและใบหน้าคม
ก็โน้มเข้ามาใกล้เพื่อวัดอุณหภูมิ ในอกที่เคยกลวงเปล่ากลับเต้นระรัว ใบหน้าที่ซีดขาวคงแปรเป็นสีแดงราวกับสตอร์เบอร์รี
น่าอายนัก... ฉันอยากร้องไห้เหลือเกิน... ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นราวกับจะทะลุอกออกมาได้นี่แหละ
"ไม่มีไข้แล้วนี่" เขาถอยกลับ แล้วถอนหายใจ เมื่อดูเหมือนว่าอาการของฉันนั้นยิ่งหนักหนากว่าเดิม
"ฉันอยากให้เจ้าหญิงรู้ประวัติศาสตร์หน่อย แต่ไม่มีหนังสือนี่สิ"
"มีห้องสมุดอยู่ใต้ดินค่ะ" ฉันตอบเบาๆ บังคับสายตาให้จ้องไปที่เตาผิงแทน เขาจึงพยักหน้า
'ห้องสมุด' นั้นถ้าให้เรียกว่าอุโมงค์คงจะถูกต้องมากกว่า เพราะในนั้นทึบ อับจนฉันสะดุดสองสามครั้งแต่ไม่มีครั้ง
ใดล้มกลิ้งไปอย่างเคย เพราะมือแข็งแรงเข้ามาโอบรอบเอวฉันมั่น ราวกับว่าฉันไม่มีน้ำหนัก
"ขอบคุณค่ะ" ฉันพึมพำตอบเบาๆ นึกดีใจที่ความมืดช่วยพรางสีเข้มของหน้าได้
"ต้องจุดตะเกียงแล้วมั้ง" เขาว่า แล้วก็สาละวนจุดตะเกียง ไม่นานนักแสงอ่อนๆ ของตะเกียงก็สว่างขึ้น
ฉันดึงชายกระโปรงยาวขึ้นหลายทบเพื่อก้าวยาวๆ ตามเส้นทางที่เอียงลาด เมื่อเราลงบันไดขั้นสุดท้าย ห้องสมุดอันมืดทึบ
ผนังโค้งกว้าง สูงพอๆ กับมหาวิหาร ชั้นหนังสือทำจากไม้มะฮอกกานีสีเข้มสูงสุดผนัง เรียงเป็นตับหลายร้อยตู้
บันไดเลื่อนได้สีเงินเก่าแต่ยังแข็งแรงดีถูกลากไปอยู่มุมหนึ่ง หนังสือเล่มหนาสองสามเล่มที่ฉันอ่านค้างถูกวางระเกะระกะ
บนพื้นหินขัดมันเย็นเยียบก็ปรากฏตรงหน้า ลูคัสโบกคทาพึมพำคาถา ไม่นานนักห้องสมุดอันเยือกเย็นก็สว่างไสว อบอุ่น
ฉันเดินไปยังโต๊ะตัวเตี้ย นั่งลงบนพรมขาดวิ่น สะบัดหมอนกำมะหยี่ ฝุ่นมันคละคลุ้งแล้วจึงตบแรงๆ อีกสองสามที ส่วนลูคัส
เดินไปตามชั้นหนังสือ ไม่นานนักเขาก็หอบหนังสือมากองบนโต๊ะ
"ไม่อยากเชื่อว่าจะมีขุมทรัพย์ที่นี่"
ฉันพยักหน้าเนือยๆ "ค่ะ"
ลูคัสสบตาฉันแวบหนึ่ง วางหนังสือในมือลง "ดูท่าเจ้าหญิงไม่อยากเรียน"
"เปล่านะคะ" ฉันละล่ำละลักปฏิเสธ
ชายหนุ่มถอนหายใจ "เจ้าหญิงดูที่นี่หมดแล้วหรือยัง ?"
"ยังค่ะ" ฉันตอบ "ที่นี่กว้างแล้วก็มืดมาก ฉันไม่กล้าไปไกลๆ"
ลูคัสพยักหน้า "งั้นวันนี้เราไปสำรวจกันก่อน" ฉันอยากค้าน... อยากปฏิเสธการอยู่ร่วมกับเขา แต่อีกใจหนึ่ง
ที่มีอานุภาพมากกว่าตอบเขาไปว่า
"ค่ะ" มือฉันถูกคว้าให้จมหายไปในอุ้งมือใหญ่แข็งแรง ฉันได้แต่เดินตามเขาและมองตาม...
หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว... มือที่ถูกเขากอบกุมนั้นร้อนผ่าว แก้มฉันขึ้นสีจัด ก้มหน้าก้มตาเดินอย่างไม่ใส่ใจ
รอบข้างนัก
ตะเกียงถูกเสกให้ลอยเพื่อที่เขาจะได้ใช้มือประคองฉันไม่ให้สะดุดได้ ฉันไม่เคยนึกสมเพชตัวเองขนาดนี้เลย ถ้าเป็นสตรี
อื่น คงให้เขาจับจูงและเล่าเรื่องขำขัน ไม่ใช่ปล่อยให้แก้มร้อนผ่าว สติสตังไม่อยู่กับตัวจนสะดุดและให้เขาต้องยื่นมือมาช่วย
"คุณเอาฉันไปส่งข้างบนเถอะค่ะ" ฉันบอก เมื่อฉันสะดุดเป็นครั้งที่แปด และมือเขาก็คว้าเอวฉันได้อย่างไวว่อง
เหมือนกับว่าคุ้นเคยเสียแล้ว
"อะไรนะ ?" เขาหันกลับมา สีหน้าเปลี่ยนไป... ความไม่พอใจฉายชัดในแววตา ฉันรู้สึกผิดขึ้นมา
"ถ้าคุณเอาฉันไปด้วย พรุ่งนี้... ก็ไม่แน่ใจว่าจะเดินครบรอบหรือเปล่า"
"ไม่เป็นไรนี่ ฉันไม่ได้ต้องการสำรวจอะไรนักหรอก" คำตอบเขาทำให้ฉันต้องเขม้นมอง
"แล้วทำไม... ?"
"เจ้าหญิงคงเบื่อ น่าจะลองหาอะไรแปลกๆ ทำดู" ชายหนุ่มถอนใจ "ถ้ามันทำให้เจ้าหญิงเบื่ออีก...
ฉันก็เสียใจ"
"ราพันเซลเปล่านะ" เผลอตัวเรียกแทนตัวเองแปลกไป ดวงตาสีนิลคมปลาบฉายแววเอ็นดูชัด แล้วริมฝีปากก็กระตุก
รอยยิ้มบาง
"งั้นเราก็ควรไปต่อได้แล้ว ใช่ไหม ?"
"ค่ะ" ฉันอุบอิบตอบ "แต่คุณต้องอดทนมากๆ เลย"
"แล้วเราจะลองดู" สิ้นเสียงวงแขนเขาก็ดึงร่างฉันลอยจากพื้น ราวกับว่าฉันไม่มีน้ำหนัก
"ให้ฉันอุ้มดีกว่า เจ้าหญิงเดินเองแล้วเจ็บตัวเปล่า"
ฉันดิ้น พยายามให้หลุดจากอ้อมแขนแข็งแรง... แต่ไร้ผล
"ให้ฉันเดินเถอะค่ะ"
"ไม่ได้" เสียงเขาดุ "ถ้าเจ้าหญิงมีแผลอีก ฉันโดนแม่นมเทศนาแน่"
ฉันอดหัวเราะคิกไม่ได้ ชายหนุ่มจึงจับฉันนั่งบนแขนข้างหนึ่ง... ไม่ต่างอะไรกับทิมอุ้มน้องสาวทารกของเขาเลย
แม้หัวใจจะเต้นดัง... อาจจะก้องโพรงหินแคบๆ นี้ก็ได้ แต่ฉันก็ไม่ดิ้นอีกแล้ว กลับซบหน้าลงบนไหล่หนา แข็งแรงนั้น
สูดดมกลิ่นดอกไม้อบแห้งจางๆ ที่ติดเสื้อผ้ามาอย่างมีความสุข ร่างฉันไม่หนาวเหน็บอีก เมื่อมือหนาข้างที่ว่างของชายหนุ่ม
โอบร่างฉันไว้... ฉันอาจจะกลืนหายไปในอ้อมกอดนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้ ?
...ใครจะไปรู้... ใช่ไหม ?
....
ไม่นานนัก เราก็เดินทะลุโพรงหินจากด้านหลังตู้หนังสือเก่าแก่ ไปสุดที่บานประตูไม้สีเข้ม...
...ไม่มีทางอื่นใดๆ
ประตูไม้หนา หนัก แข็งแรงไม่ผุพังตามกาลเวลา มีเพียงบานเดียวในสุดทางเดินแคบๆ แห่งนี้ ฉันเงยหน้ามองลูคัสว่า
เขาจะทำอย่างไรต่อ ชายหนุ่มยิ้มขัน ถามฉันว่า
"จะเอาไงดีล่ะ ?"
ฉันรู้สึกกระหายอยากรู้ว่าหลังบานประตูสีเข้มนี้คืออะไร...? "ลองเปิดดูดีไหมคะ ?"
"เอางั้นหรือ ?" เสียงทุ้มยั่วเย้า ฉันถอนใจ
"วางฉันก่อนสิคะ คุณคงไม่เปิดประตูด้วยมือเดียวหรอกนะ ?" ลูคัสยอมวางฉันลงแต่โดยดี มือหนาหมุนลูกบิดทอง
เหลืองฝุ่นเขรอะ แล้วก็ขมวดคิ้ว
"ล็อกแฮะ..."
"ออกแรงหน่อยสิคะ" ฉันเชียร์อยู่ข้างๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าแก้มเป็นสีจัด ชายหนุ่มเบือนหน้ามาสบแล้วยิ้มตอบ
"เจ้าหญิงไม่ต้องออกแรงนี่เนอะ" ฉันทำหน้าปั้นยาก แต่ไม่ตอบเขา ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจคำตอบเช่นกัน ลูคัสเรียกเอา
คทาออกมา เคาะที่ลูกบิดเบาๆ เสียงของมันสะท้อนพื้นหินก้อง
"โอม... เซซามีจงเปิดพลัน" เขาว่ากลั้วหัวเราะ หันมาถามฉันว่า
"รู้จักไหม พันหนึ่งราตรีน่ะ ?"
ฉันพยักหน้า นิทานเก่าแก่ของชนเผ่าทะเลทรายเรื่องนี้มีอยู่ในห้องสมุด
"ข้างในจะมีสมบัติเหมือนในนิทานหรือคะ ?"
"ไม่แน่ อาจเป็นห้องเก็บไม้กวาด" ลูคัสไม่ยอมให้ฉันฝันใดๆ ทั้งสิ้น ฉันจ้องมองคทาที่เคาะอีกครั้ง หากคราวนี้เสียงเขา
เข้มขึ้น สวดคาถาที่ฉันไม่เข้าใจ เมื่อเขาถอนคทาออก ฉันก็เบิกตาโตด้วยความตื่นเต้น
...แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น
"แปลกแฮะ" เขาขมวดคิ้วมุ่น คราวนี้เก็บคทา แล้วใช้มือหมุน ข้างหนึ่งผลักบานประตู ข้างหนึ่งจับลูกบิด สวดคาถา
ด้วยสำเนียงที่ต่างออกไป...
...สำเนียงที่สั้น ห้วน ดุดัน และเปล่งเสียงอยู่แค่ครึ่งๆ ในลำคอ แต่ทว่าแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของปิศาจ
ฉันมองดูลูกบิดที่สั่นระริกด้วยแรงเวทย์...
แต่...
มันก็หยุดสั่น!
ลูคัสถอยออกมาอย่างไม่เข้าใจ "ไม่จริงน่า"
"ให้ฉันลองไหมคะ ?" ฉันเสนอ แต่ไม่แน่ใจในตัวเองนัก จึงเงยหน้ามองเขาอย่างขอคำตอบ ชายหนุ่มเบือนไปมอง
บานประตูสีเข้มอีกครั้งแล้วถอนหายใจ
"เอาสิ" มือหนายื่นคทาส่งให้ ฉันรับมาด้วยใจเต้นระรัว... ตื่นเต้นปนหวาดกลัว ฉันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง...
เรียกฉันจากภายใน ฉันสูดลมหายใจลึก... จับคทาแน่น มือหนาลูคัสทาบทับบนมือที่สั่นระริกนั้น ร่างสูงโอบชิด
จากด้านหลัง พึมพำข้างหูฉัน
"ใจเย็นๆ อย่าตื่นเต้น... แค่ประตูบานหนึ่งเท่านั้น ท่องตามฉันนะ...
ในและนอก - ออกและตก ด้วยฤทธา มนตราแห่งเวทย์ จงเสกสรรแก่ผู้บัญชา
ให้ผู้รู้และใฝ่หา จงรับรู้ทุกสิ่งด้วยตาพลัน..." เสียงกระซิบบอกคาถาแผ่วเบา มือหนาลากมือทั้งสองที่กอบกุมคทา
ให้ลากวนบริเวณลูกบิด ฉันพูดตามเขา ชัดถ้อยชัดคำ
"...จงรับรู้ทุกสิ่งด้วยตาพลัน..." ฉันพูดคาถาสุดท้าย แล้วจึงกลั้นหายใจมองประตูเบื้องหน้า ลูกบิดสั่นระริก
อย่างรุนแรง หากไม่นานนัก... ก็ค่อยๆ หมุนตัวเองอย่างน่าอัศจรรย์ ฉันยืนหันหลังให้ลูคัส จึงไม่มีทางรู้เลยว่าใบหน้า
ของเขานั้นแฝงความประหลาดใจและระแวงระไวไว้เต็มที่ หากร่างที่โอบชิดฉันนั้นกระซิบบอกต่อไปอีกว่า
"สั่งมันสิ!"
"เปิดออก!" ฉันร้อง ลูกบิดหมุนตัวเองอีกครั้ง ก่อนประตูไม้จะเปิดผึงออกมา! ฝุ่นตลบอบอวลคละคลุ้งไปหมด
ฉันเอามือปิดปาก
ครั้งแรก! ที่ฉันสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ฉันหมุนตัวกลับเพื่อบอกลูคัส หากสีหน้าชายหนุ่มเหมือนไม่ยินดีกับฉันนัก
ดวงตาสีนิลกาลภายใต้กรอบแว่นสีทองนั้นกลับฉายแววไม่เข้าใจ... และระแวงเต็มที่ ฉันที่ยิ้มรอท่ากลับกลายเป็นยิ้มเจื่อน
"เอ่อ... เราควรเข้าไปไหมคะ ?" ฉันถามเบาๆ ลูคัสถอนหายใจยาว หลุบตาลงราวกับต้องการซ่อนแววตา
หากเมื่อเขามองฉันอีกครั้ง นัยน์ตาสีนิลก็กลับเป็นดังเดิม... อบอุ่นแต่ทว่าเย็นชา...
"แน่นอนสิ" เขาจับจูงมือฉันเพื่อเดินเข้าไปในห้องนั้น...
ห้องมืด... อับทึบ ยิ่งกว่าสกปรก ใยแมงมุมสีขาวตัดกับผนังที่ถูกฝุ่นเกาะสีดำสนิท ลูคัสช้อนเอาแมงมุมที่ไต่ไหล่ฉัน
ออกไปอย่างบรรจง ราวกับเขาคุ้นเคยกับมันดี ฉันอ้าปากเตรียมกรีดร้อง หากนิ้วชี้เรียวยาวแตะริมฝีปากเบาๆ เสียก่อน
"เงียบก่อน... เจ้าหญิง" ในที่นี้... แม้เราจะเปิดประตูทิ้งไว้ ให้แสงจากตะเกียงภายนอกพอส่องลอดเข้ามาได้
แต่ดูราวกับว่าห้องนี้จะดูดกลืนทุกแสงสว่างไป เสียงที่ก้มลงบอกฉันจึงเป็นเพียงเสียงเบาๆ จากความมืด ฉันยืนนิ่งแข็ง
เมื่อเบื้องหน้ามีลูกไฟสีทองสามลูกลอยสูง... ก่อนจะลอยขึ้นๆ... ฉันอ้าปากค้าง เงยหน้ามองลูกไฟนั้น...
แสงสว่างถูกสาดส่องไปทั่วห้องแคบ... ทว่าน่าตื่นตะลึงนั้น
ห้องแคบๆ บนทางเดินลึกลับนี้... ไม่มีเพดาน! ฉันเงยหน้าคอตั้งบ่า มองไปบนเพดานที่สูง... ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ในที่สุดลูกไฟนั้นก็ลอยไปติดผนังทั้งสามด้าน ให้ในห้องมีแสงสว่างพอที่ฉันจะไม่สะดุดล้ม
"พิลึกดี..." ลูคัสพูดลอยๆ มือจับบ่าฉันไว้ เขาเองก็มองลูกไฟและห้องไร้เพดานนั้นอย่างประหลาดใจ เหนือหัวเรามี
เพียงความมืดปกคลุมเท่านั้น
ฉันถอนหายใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปเห็นกระจกเงา... อันเป็นของชิ้นเดียวที่อยู่ในห้องเก่าแก่ สกปรกนี้ ฉันก้าวเข้า
ไปหามันอย่างหลงใหล...
กระจกเงากรอบทองสูงประมาณสามเมตรได้ มันใหญ่เสียจนกินพื้นที่ฟากหนึ่งของผนัง กรอบเรียบๆ หากที่น่าประหลาดคือ
แม้กระจกบานนี้จะอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะ แต่มันกลับงดงาม สีทองสุกปลั่งและไม่มีรอยฝุ่นแม้แต่นิด
ฉันเผลอแตะปลายนิ้วลงบนบานประจก หากแต่แล้วต้องรีบดึงออก เพราะสิ่งที่ฉันสัมผัสนั้น กลับไม่ใช่ตัวผิวกระจก!
สสารสีเงินเปล่งประกาย ข้นเหนียวหนืดติดตามปลายนิ้วออกมา ก่อนจะสั่นระริกราวกับมีชีวิตแล้วดีดตัวกลับไปเป็นผิว
เรียบดังเดิม
ฉันเบิกตาโต มือกระตุกชายเสื้อลูคัส ถามเขาเสียงสั่น "นั่นมันอะไร...คะ?"
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แตะบ้าง สสารนั้นกระเพื่อมเป็นวงกว้างคล้ายน้ำ แล้วจึงสงบ... หากอีกอึดใจเดียว เสียงหยดน้ำ
ก็ดังสะท้อนห้องประหลาด สสารสีเงินแปรรูปลักษณ์โผล่ออกมาจากตัวเรือนเป็นกรอบร่างคน... ศีรษะล้านเลี่ยน
ริมฝีปากบิดเบี้ยว คำรามกึกก้อง
ฉันกรีดร้อง ลูคัสคว้าเอวฉันออกจากหน้ากระจกนั้น เสียงคำรามนั้นยังคงไล่ตามมา ก่อนที่กรอบร่างสีเงินที่รวมตัวจาก
สสารนั้นจะพรวดออกมาจากกระจก
มือหนาของเขาโอบรอบเอวฉัน หอบหิ้วราวกับว่าฉันเป็นทารก เหงื่อฉันแตกซิก ชายหนุ่มคำรามในลำคอ
"เวรจริง!"
เราวิ่งออกจากห้องไป ลูคัสรีบปิดประตูดังปัง เสียงโหยหวนอย่างดุร้ายของสสารนั้นดังก้อง ประตูไม้ถูกกระแทก
ลูกบิดสั่นระริก เราหายใจหอบ หันหลังดันประตูอย่างพร้อมเพรียง
สสารนั้นกรีดร้องอีกครั้ง ก่อนประตูที่ถูกกระแทกและลูกบิดนั้นจะสงบลง ฉันหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน แก้มเป็นสีชมพู
จากการออกแรง
...ประหลาดที่สุดในชีวิตฉัน
ฉันอยู่ที่นี่มาสิบห้าปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าจะมีห้องมืดและกระจกพิลึกอยู่ใต้เท้าตนเอง ลูคัสเอามือเสยผมลวกๆ ก่อนหันมาถาม
เสียงดุ
"เป็นอะไรหรือเปล่า ?"
ฉันส่ายศีรษะ "นะ... นั่นมันอะไรคะ ?" เสียงถามปนหอบ
"ฉันก็ไม่แน่ใจ..." เขาถอนหายใจ ยื่นมือมาจูงมือฉันอย่างคุ้นเคย
"รีบไปกันเถอะ เจ้าหญิงเจอเรื่องพิลึกพอแล้ว"
"มันเกิดจากเวทมนตร์หรือเปล่าคะ ?" ฉันถามอีก
นัยน์ตาสีนิลภายใต้กรอบแว่นมีรอยใคร่ครวญ "สสารนั้นใช่แน่... มันถูกสร้างให้เหมือนกระจก แต่ไม่ใช่..."
"แล้วมันคืออะไรกันคะ ?"
"นานมาแล้ว..." เขาเริ่มคล้ายเล่านิทาน นิ้วเรียวชี้ตะเกียงเสกให้ลอยไป นำทางเรา "ที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง เชื่อกันว่า
ที่ก้นบ่อ มีดาวตกลงไป และอาบแสงจันทร์มาพันปี ใสราวกระจก หากกลับจับต้องได้"
"มันมีจริงหรือคะ ?"
"ไม่รู้สิ... แต่กระจกบานนี้ลักษณะเหมือนในนิทาน"
"แปลกจัง... มันทำอะไรได้บ้างคะ"
"มันมีพลังในตัวเอง... เรื่องนี้ใครๆ ก็ว่าเพ้อฝัน เลยไม่มีใครศึกษา"
"พลัง ?"
มือใหญ่ของเขาเขย่าศีรษะฉันเบาๆ "เชื่อกันว่าถูกใครเป็นเจ้าของมันแล้ว... จะมองเห็นทุกอย่างในโลก วัตถุเวทมนต์
ชั้นสูงแบบนี้ มันมีชีวิต...เลือกนายของมันเอง"
"และเราคงไม่ใช่นายของมันใช่ไหมคะ ?" ฉันถาม
"ไม่รู้สิ" ชายหนุ่มหันกลับมามองดุๆ แล้วจึงตัดบท "แล้วเงียบเสีย อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร"
"ถ้าอย่างนั้น" ฉันหยุดเดิน เอามือกอดอก จ้องเขาเขม็ง "ฉันจะเรียนเรื่องนี้ได้ไหมคะ ?"
"ได้ ถ้าเจ้าหญิงต้องการ" เขาตอบอย่างตัดรำคาญ "แต่ต้องเรียนเรื่องอื่นควบคู่กันด้วย ตกลงไหม ?"
"ค่ะ" ฉันพยักหน้าอย่างพอใจ สอดมือเข้ากับมือใหญ่แล้วเขย่าเป็นจังหวะ ชวนคุยไม่ขาดปากทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านเรื่องประหลาด
มาแท้ๆ
"ฉันจะใช้เวทมนตร์ได้ไหมคะ ? คุณรู้ไหม ฉันคิดว่าตัวฉันเองทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้อย่างคนอื่นแล้ว"
ริมฝีปากคู่บางเฉียบราวอิสตรีรีบนดวงหน้าคมยกสูงคล้ายอมยิ้ม "เช่น ?"
"ขี่ม้าไงคะ เวทมนตร์ก็ด้วย แล้วฉันก็หายป่วย" ฉันย่นจมูก "ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันต้องคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ"
"ไม่เข้าท่าเลย" เขาส่ายหน้า "แค่ไข้หวัดใครๆ ก็เป็นแล้วหายกันทั้งนั้น"
"สิคะ" ฉันยืนกราน "ฉันแน่ใจตัวฉันค่ะ แล้วฉันคิดว่าจะหัดถักผ้าพันคอ มันคงรู้สึกดีนะคะ ถ้าเราทำอะไรๆ สำเร็จด้วย
มือตัวเอง"
"ก็ลองดู"
"ค่ะ" ฉันตอบรับชื่นบาน "ถ้าถักเสร็จแล้วฉันจะให้คุณ"
ลูคัสรวบเอวฉันลงบันไดชันๆ ถามต่ออย่างไม่นึกรำคาญ "ทำไมเลือกฉัน ?"
"เพราะคุณสำคัญกับฉันไงคะ" ฉันตอบโดยซื่อ มือใหญ่ที่โอบเอวฉันแข็งขึ้น เสียงทุ้มที่ถามก็แปร่งไป
"คาโล เซลด้า เฟรินล่ะ ?"
"สำคัญสิคะ แต่คุณไม่เหมือนกัน" ฉันต้องเอื้อมมือเกาะไหล่หนา เพราะตอนนี้มือที่อุ้มฉันนั้นทำท่าเหมือนจะโยนฉัน
เอาง่ายๆ "คุณสอนฉันให้ทำอะไรๆ สำเร็จได้ ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนไม่เอาไหนที่สุด" ฉันว่า เงยหน้าขึ้นมองเขา ประกาย
ในดวงตาสีนิลฉายรอยเอ็นดู... อ่อนโยนให้ ฉันใจชื้นเป็นกอง
"เจ้าหญิงเก่ง... ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ใครๆ ก็ทำไม่ได้"
"อะไรคะ ?" ฉันถามเสียงกระตือรือร้น แก้มขึ้นสีจัด แต่ลูคัสไม่ตอบเอาแต่เดินจ้ำพรวดๆ จนฉันที่ต้องเกาะเขากระ
เด้งกระดอนไปด้วย ฉันเลยกระตุกเสื้อเขาเหมือนเร่งเร้าคำตอบ
ชายหนุ่มเหลือบมองฉันด้วยนัยน์ตาที่อ่านไม่ออก จู่ๆ ตะเกียงที่ถูกเสกให้ลอยนำทางตรงหน้าก็ดับวูบ ฉันร้องโอ๊ะ
แล้วเสียงทุ้มก็ดังแทรกเข้ามาในความมืดดุๆ พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวที่หยุดนิ่ง
"หยุดถามฉันแบบนี้เสียที!" ฉันไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไรอีก... หากสิ้นเสียง อะไรที่ทั้งสากระคายและนุ่มก็สัม
ผัสตรงแก้มเบาๆ ตะเกียงก็สว่างขึ้นทันที ฉันได้แต่เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
"อะไรกันคะนี่!"
"เจ้าหญิงสมควรเงียบได้แล้ว ไม่งั้นตะเกียงจะดับอีก" เขาขู่ แม้เสียงจะไม่ดุนักแต่บางอย่างในกระแสน้ำเสียงบอกฉัน
ว่าเขาเอาจริง
ฉันเลยหุบปากสนิท... แต่ก่อนหน้านั้นฉันก็ถามเบาๆ อย่างไม่มั่นใจนัก "ฉันทำให้คุณรำคาญหรือคะ ?"
"เปล่า" ตอบสั้นๆ แต่เมื่อก้มลงมองฉันก็ต้องขยายความ "คำถามเจ้าหญิงตอบยาก แต่ไม่เคยน่ารำคาญ"
ฉันอยากถามอีก แต่กลัวว่าเขาจะดุอีกเลยต้องเม้มปากสนิท
ลูคัสถอนหายใจเบา ก้าวยาวๆ ราวกับจะหนีอะไรบางอย่าง
....
เขาทำไปแล้ว! ชายหนุ่มครางในใจ แม้สีหน้าจะยังยิ้มแย้มขณะยื่นเจ้าหญิงน้อยที่หลับปุ๋ยในอ้อมแขนเขาให้แม่นม
"ตายจริง!" แม่นมอุทาน "หนักหรือเปล่าเจ้าคะนั่น ท่านอาจารย์ ?"
"ไม่ครับ ผมพาเจ้าหญิงไปเดินเล่น แต่ขากลับคงเหนื่อยมาก ผมเลยอุ้มกลับมา"
"โถ คงบรรทมมาตลอดทาง"
"ครับ"
"ขอบคุณมากเจ้าค่ะ" แม่นมอุ้มเจ้าหญิงน้อยไว้แนบอก แล้วจึงกระวีกระวาดพาร่างน้อยเข้าบรรทม
"ต้องขอตัวล่ะเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
ร่างอ้วนท้วนของแม่นมเซลด้าหายลับไปแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินกลับห้อง... หัวใจหนักอึ้ง
เสียงใสๆ ที่คุยกับเขา ไร้จริต ไร้เดียงสาในทางเดินใต้ดินก้องในโสตประสาต
'เพราะคุณสำคัญกับฉันไงคะ'
พระเจ้า! หล่อนจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา แล้วยิ่งคำถามยิ่งทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะโกรธ...ก็ทำ
ไม่ลงเพียงเพราะเผลอก้มลงมองตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย ใบหน้าน้อยเท่างบอ้อย กับผิวขาวบางจนเห็นเส้นเลือดฝาด
เป็นสีชมพูระเรื่อ
ที่สำคัญ หล่อนอยู่ในอ้อมแขนเขา!
แม้จะเพียรตัดรำคาญเท่าใด หากซาตานหนุ่มกลับจนหนทางกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เขาเลยดับตะเกียง และถือวิสาสะ... ในความมืดนั้น ลอบจูบพวงแก้มนวล...
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว... เสียงใส แก้มใส ตาใสซื่อ...
แม้หัวใจจะหนักอึ้งราวกับก้อนหินทับ แต่เมื่อหวนคิดไปถึงสัมผัสนิ่ม ผิวนวลละเอียดนั้นกับเสียงใสๆ ที่บอกเขาอย่างจริงจัง
จนน่าเอ็นดูว่า
'ถ้าถักเสร็จแล้วฉันจะให้คุณ'
'เพราะคุณสำคัญกับฉันไงคะ'
หัวใจกลับพองฟู... เหมือนกับปุยหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง
'เจ้าหญิงเก่ง... ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ใครๆ ก็ทำไม่ได้'
'อะไรคะ ?'
หล่อนยังไม่รู้ตัว! หล่อนทำให้ซาตานใจอ่อน...จนน่าอ่อนใจ...
สำหรับลูคัส ซาโดเรียแล้ว อาจจะเพียงแค่รอยยิ้มใส ตาโตที่บอกเล่าทุกเรื่องในใจ... ก็คงเพียงพอแล้วที่ซาตานจะ...
ใจอ่อน
...โดยที่เจ้าหล่อนไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ!
....
Mui - โฮ.... หายหัวไปนานมากค่า ขอโทษด้วยนะค้า.... ฉลองที่สอบติดนานไปหน่อย เลยเกิดอาการสันหลังยาวขึ้นมา ขนาดโรงเรียนยังไม่ค่อยจะไปเลย ใช้เวลากับการนอน นอน นอน นอนชดเชยช่วงที่ไม่ค่อยได้นอนก่อนสอบไป...
ขอแถลงการณ์สักหน่อยค่ะ เรื่องฟิคตามใจฉัน ที่ เอ่อ... ดองจนใกล้เน่านั้น มุยถือคติ มีคนอ่าน มุยก็เขียน ถึงไม่มีใครอ่าน มุยก็ยังหน้าด้านเขียน (เง่อะ.....) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งต้นฉบับ โครงเรื่องนั้นก็หายไปหมดแล้ว ตอนนี้มุยเองก็ยังไม่ได้เริ่มวาง... ช่วงนี้มุยทุ่มเวลาไปกับออริน้ำเน่าตัวเองมากกว่า (เขียนตามอารมณ์ค่ะ) ดังนั้น ก่อนจะเขียนต่อ มุยต้องขอเวลารีไรท์ รีเทืร์นกลับไปดูก่อนนะคะ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะตอนที่บารามอสเล่มพิเศษออก มุยอ้าปากค้างกับคำตอบของพี่แรบบิท แง... หนูจะเขียนต่อยังไงอ่ะ เลยตัดใจไป ถึงจะเป็นฟิค ข้อมูลสำคัญตัวนี้ ที่มุยจะใช้เป็นจุดสำคัญของเรื่อง มันกลับไม่ตรงกับที่พี่แรบบิทวางไว้ รู้สึกแย่...
มาคราวนี้ ไม่หวังอะไรมากค่ะ มีคนอ่านก็พอ โฮๆๆๆ หายไปนานขนาดนี้ ยอมรับผิดทุกอย่างค่า
ป.ล.หลังจากหลังเขามาได้นานปีดีดัก ในที่สุดมุยก็มีฮิห้ากะเค้าแล้วนะค้า ไปคุยกันได้ค่ะ -> http://mymui-13th.hi5.com
edit @ 15 Oct 2008 15:32:37 by ไอ้บ้า2ตัว

หลังจากลุ้นมาตั้งนาน ในที่สุดลูคัสก็ยั้งใจไม่อยู่ ใจอ่อนกับเจ้าหญิงน้อยจนได้ ฮิฮิ
ก็น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนั้น ใครจะไปทนได้ แม้จะเป็นซาตานก็เถอะนะ
นี่เจ้าหญิงน้อยจะรู้ไหมนะ ว่าบัดนี้หัวใจของซาตานอยู่ในกำมือของเธอแล้ว.....
#1 By tomako (222.123.51.244) on 2008-10-17 01:38