นานๆ ทีจะเข้าบล๊อกของตัวเอง เริ่มอยากบ่นบ้าถึงเข้ามาที แฮะๆ ^^;;; ช่วงนี้แวะที่โน่นทีที่นี่ที ดูโน่นดูดนี่ไปตามเรื่องตามราว ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันเลย เฮ่อๆ

อย่าว่าแต่ฟิค อย่าว่าแต่เรื่องเลยค่ะ บ้านยังไม่ค่อยอยู่ ตั้งแต่เราเริ่มเป็น "วัยรุ่น" นี่ประหลาดมาก บ้านร้อนขึ้นมาเหมือนกระสือกลัววัด 55+ ทั้งๆ ที่เราว่าเรา "เป็นสาว" ช้ากว่าคนอื่นหลายช่วงตึก (ประมาณ 17-18 ล่ะค่ะ) แต่พอเป็นวัยรุ่นขึ้นมาชักประหลาดตัวเองยังไงไม่รู้

เราไม่ได้ติดผู้ชาย ติดเพื่อน ติดเกมส์ ติดไฮไฟว์ ติดเอ็มเอสเอ็น ติดเหล้า ติดเหล้า ฯลฯ เลยนะ แต่ว่าถ้าเลือกได้ ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน คือไปอาศัยแอบอิงสิงสู้บ้านโน้นที บ้านนี้ที ถ้าอยู่บ้านก็หมกตัวอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ค่อยเผชิญหน้ากับสมาชิกในครอบครัวหรือบุพการีเท่าไหร่

แต่พอแม่ทุบห้องเรา เราก็ต้องระเห็จไปนอนกับพ่อแม่ โอ้ววว...วว.ว.... ทีนี้ล่ะ พระจอร์จ จากปัญหาที่ไม่เคยมีกลับมาเป็นหางว่าว ไม่ใช่ว่าเราไม่รักพ่อกับแม่นะ เรารักนะ รักมากด้วย แต่การอยู่ร่วมห้องกับพ่อแม่นี่เป็นปัญหาที่ทำให้เราเครียดจนเกือบเอารถออกไปขับเองคลายเครียด (มือใหม่หัดขับค่ะ ปูลู ถ้าใครเห็นรถเก๋ง ซีเดีย สีเขียวบรอนซ์มีกล้วยอยู่บนคอนโซลหน้า ป้ายทะเบียนพะเยา กรุณาระวังให้ดี ฮ่าๆ) แล้วหลายครั้ง

 เหตุเพราะ

 

แม่ไม่เข้าใจดาว แม่ไม่อ่อนไหว แม่ไม่เซนสิถีบ (อ่านด้วยน้ำเสียงของสาวมาด เมกะแด๊นซ์ ฮ่าๆ)

 

แต่ไหนแต่ไร แม่ได้ฝังความคิด "ผู้ใหญ่" ให้เรามาตั้งแต่จำความได้ การ "เป็นผู้ใหญ่" พูดง่ายๆ คือการ "เอาตัวรอด" ในสังคม แม่สอน....บ่น....ไป จนเราอายุ 18 นี่แหละ

 

แม่สอน... ให้หนูเป็นผู้ใหญ่

อย่าเป็น "เด็ก" อย่าเป็น "วัยรุ่น"

หนูต้องเป็น "ผู้ใหญ่" เท่านั้น!!!

 

เราจำได้ว่า...

แม่สอน "การนอบน้อม" ตั้งแต่เด็ก ธรรมดามากชิมิคะ ครือ ปกติน่ะ สอนเด็กให้ไหว้ แม่จะบอกว่า "ธุจ้าสิลูก ธุจ้าสวยๆ" ค่ะ แม่อีชั้นบอก พร้อม "เหตุผล" ด้วยว่า "ลูก จำไว้นะ คนที่ยิ่งใหญ่ก็เหมือนข้าว ยิ่งยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ต้นข้าวก็จะโน้มตัวลงเท่านั้น..." ดีมากค่ะ เราก็ชอบที่แม่บอก แต่... ตอนนั้นอีชั้นยังกระโดดหนังยางอยู่ จะเข้าใจไหมนั่น ?

 

จำได้ว่า...

ทุกครั้งที่รวมญาติกัน มีลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกับเราเล่นกันอยู่ เราจะเป็นคนเดียวที่นั่งเป็นสง่าข้างแม่ เพราะแม่จะห้ามไว้เสมอ "จะลงไปเล่นทำไม ? ซุกซนนะเรา!" พร้อมกันทั้งชี้ไปยังพี่สาว - ลูกพี่ลูกน้องที่ห่างกับเราสิบปีกว่าๆ ว่า "ดูเจ๊เค้าสิ ยังไม่ไปเล่นเลย!"

ดังนั้น เราเลยไม่ค่อยได้เล่นกับวัยเดียวกันเท่าไหร่นัก ไม่อยากโทษแม่เลย แต่ว่า จนป่านนี้ เราก็ยังเข้ากับคนยากอยู่

 

ยังมีอีกว่า

คำที่แม่สอนตั้งแต่อยู่ป.1 คือ "หนูต้องเป็นผู้นำคนนะ ต้องเป็นหัวหน้า" ทุกครั้งพอไม่ได้เป็นหัวหน้าห้อง หรือไม่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนห้องไปแข่งอะไรสักอย่าง แม่จะไม่พอใจมาก พร้อมทั้งพยายามหาเหตุผลกับเรา โดยการถามเราว่า "ทำไมลูกไม่ได้เป็นหัวหน้า,ทำไมลูกไม่ได้ไปแข่งที่โรงเรียนอนุบาลหมีน้อย ? ฯลฯ" ซึ่งจนบัดนั้นจนบัดนี้ เราก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเราไม่ได้รับเลือก ขอโทษค่ะแม่

แม่สอนให้เป็นผู้ใหญ่ "เอาตัวรอด" แต่แม่ไม่เคยสอน "ความรับผิดชอบ" อย่างในกรณีต้นข้าว หรือกรณีอื่นๆ แม่มักมีวลีหรือประโยคเด็ดๆ เสมอ หรือกระทั่งสามก๊ก แม่ก็ยังเอามาสอน เรื่องความอดทนของสุมาอี้ ความอ่อนน้อมของเล่าปี่ แม่บอกว่า ถึงจะเป็นการ "เสแสร้ง" ก็ช่างปะไร แต่ดูผลสิ เป็นอย่างไร.... เล่าปี่ผู้อ่อนน้อมกลับใช้งานขงเบ้งผู้ฉลาดเฉลียว กวนอูผู้เก่งกล้าได้เห็นไหม.... ถ้าลูก "อดทนและอ่อนน้อม" ลูกจะ "เป็นผู้นำ" แต่แม่ไม่เคยสอนการ "ตรงต่อเวลา" "ความรับผิดชอบ" "ความมีน้ำใจ" "ความมีวินัย" ฯลฯ ให้เลย

สิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งเราโตจนบัดนี้ แม่ก็ยังวนอยู่หัวข้อเดิม แต่มีสถานการณ์เพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยของเรา

แม่มักคาดการณ์เสมอว่า "หนูต้องทำนี่ นั่น โน่น ได้" แต่พอเราทำไม่ได้ มันจะกลับไปสู่หัวข้อเดิมคือ "ไม่มีความอดทน" ทั้งๆ ที่เราคิดว่า ความอดทนของเรามี... แต่มีไว้ใช้กับกรณีที่เราอยากใช้เท่านั้น ถ้าเราไม่อดทนกับนิสัยของเพื่อน เราก็คงไม่มีคนคบ ถ้าหากเราแย่จริงๆ ใครๆ ก็คงเกลียดเรากันหมด แต่ทว่า แม่คิดแบบนั้น ถ้าหากทำไม่ได้ครั้งหนึ่ง ครั้งแต่ไปก็คือ "หนูต้องทำ นั่น นี่ โน่น ไม่ได้" ประมาณว่าหมดหวังกับตัวเราซะอย่างนั้น

แต่ถ้าเราทำได้ขึ้นมา

แม่ไม่เคยชมค่ะ...

ไม่เคยจริงๆ สักคำก็ไม่เคย อาจดูเวอร์ แต่เรายืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าตั้งแต่เกิดมา แม่ชมคนทั้งโลกได้ แต่ยกเว้นเรากับพี่ชายเท่านั้น

อย่างครั้งแรกที่ย้ายโรงเรียน เราปรับตัวกับเพื่อนใหม่ไม่ได้ ร้องไห้กลับบ้าน แม่ดุกลับไปหัวข้อเดิม "ไม่มีความอดทน" แม่สอนให้ "อดทน" แต่ไม่สอนให้ "พยายาม" ไม่สอนว่าเราควรวางตัวยังไงเพื่อเข้ากับสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ แต่พอเรามีเพื่อน แม่พูดเพียงแค่ว่า "หนูควรจะมีเพื่อนได้ ตั้งแต่วันแรกด้วยซ้ำ"

หรือได้เกรดดีขนาดไหน แม่รับไปดูงั้นๆ ไม่ชม ไม่เชย แต่ถ้าเกรดตกขึ้นมา... โลกแตก!!!!!!!!!!!!!!!!!

กรณีล่าสุด เราหัดขับรถ ทั้งๆ ที่เราไม่มีทักษะการขี่จักรยาน หรือรถมอเตอร์ไซลค์มาก่อน (ขี่ไม่เป็นว่างั้น) แม่ห้าม พร้อมเหตุผลชัดเจน "แค่จักรยานยังขี่ไม่เป็น แล้วรถใหญ่จะขี่เป็นได้ไง ? เสียเวลา เลิกๆ" แต่ตอนนั้น เราโตพอที่จะดื้อแพ่ง (เดือนก่อน แหะๆ) เลยแอบฝึก แอบหัด แอบดูพ่อบ้าง ดูคนรอบข้างบ้าง ขอร้องให้น้าชายช่วยสอนบ้าง พอเราพยายามจนเป็นจนได้ แม่บอกแค่ว่า "ก็น่าจะหัดตั้งแต่อยู่ม.4 แล้ว" เหอ...ซะงั้น!!

ที่จำได้ เป็นความทรงจำที่ชัดเจนมากคือ ทุกครั้งที่ป่วย แม่จะถามถึง "สาเหตุ" ก่อนการ "รักษา" เสมอ ตอนเด็กๆ ติดไข้หวัดใหญ่จากโรงเรียน แม่ถามเหมือนเดิม "ไปติดมาจากใคร ?" เราไม่ตอบ เบลอมาก แม่ก็ชุลมุนวุ่นป่วนกับการ "หาสาเหตุของไข้หวัดใหญ่" เหมือนตัวเองเป็นพนักงานมาจากองค์การอนามัย โทรไปถามแม่เพื่อนที ครูประจำชั้นทีว่ามีใครติดไข้บ้าง... แล้วก็ปล่อยเราพะงาบๆ ที่เดิม จนตอนดึกๆ พ่อกลับมา พ่อถึงได้หายาให้กิน (ค่ะ จนป่านนั้น แม่ก็ยังไม่ให้กินยา)

 

 

แม่มักสอนให้เป็นผู้ใหญ่เสมอ แต่เราคิดว่าก่อนจะเป็นผู้ใหญ่ เราต้องผ่านกระบวนการอีกมาก เราต้องเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น สับสนนิดหน่อยให้แม่ช่วยเหลือบ้าง มีเรื่องโน่นนี่นั่น ไร้สาระผ่านเข้ามา ค่อยๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่แม่มักไม่คิดแบบนั้น แม่คิดว่า เรา "ต้องเป็นผู้ใหญ่" เลย ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไร้สาระ กระบวนการอะไรต่างๆ นานา เรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องโลกแตกสำหรับเด็ก แม่มองว่า "ไร้สาระ" และไม่ให้เราหาคำตอบกับเรื่องนั้น เพราะ "เสียเวลา"

 

 

แม่หวังดี... เรารู้ แม่รัก...เราก็รักแม่มาก

 

แม่สอนให้เป็นผู้ใหญ่ และปฏิบัติต่อเราอย่างเป็นผู้ใหญ่เสมอ แม่ไม่ชอบให้อ้อน ไม่ชอบกอด ให้หอม แม่บอกมีอีกเป็นล้านเรื่องที่จะแสดงความรักกับแม่ นั่นคือการแสดงว่าตัวเอง "โตเป็นผู้ใหญ่"

มุยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกเมื่ออายุสิบหก

ค่ะ... ไม่ผิด ไม่ได้กำลังเอนถี่ "กุรวย สอนเมิงรวยมั่ง" อะไรทำนองนั้นเลย แต่ตอนเราสิบหก เราก็มีเงินฝากประจำที่เก็บเล็กผสมน้อยจนได้เป็นเงินก้อนหนึ่ง แม่ถามว่า แม่จะลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่ง เราว่าไง ?

เราจะว่าไงได้ เสียดายเงินสุดๆ ออมมาตั้งแต่เด็กนี่นา แต่แม่ก็ให้ตัวเลือกเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่

หนูมีสิทธิไม่ลงทุน แต่หนูคิดหรือว่า การเอาเงินไว้ในธนาคารน่ะ คือทางเลือกที่ดีที่สุด ? ดอกเบี้ยรู้ไหมมันเท่าไหร่ ? $#%T$^$%^&%^U**&*(&*  คือหลังๆ ฟังไม่รู้เรื่องแล้วค่ะ

 

เอาเป็นว่า เราเห็นดีเห็นงามกับแม่ละกัน (ไม่อยากดื้อ อยากเป็นผู้ใหญ่อย่างที่แม่สอน) แม่ก็เงินเราไปโปะกับเงินแม่ จนได้ตึกมาหลังหนึ่ง และเอาเงินค่าเช่าที่ได้ มาใส่ไว้ในบัญชีเราตามเปอร์เซ็นต์ที่เราลงทุนไปกับแม่ (โอ้ มายก็อด!)

 

แม่บอกว่า "ต้องคิดยาวๆ มองไกลๆ แล้วหนูจะสบาย"

 

นี่คือทางหนึ่งของแม่ ของการ "เป็นผู้ใหญ่" แม่มองการณ์ไกล.................................. จนลืมมองใกล้ๆ

 

แม่อยากให้เราเป็นผู้ใหญ่ โดยลืมไปว่า เราต้องเป็นวัยรุ่นก่อน

แม่อยากให้เรายิ่งใหญ่ เป็นผู้นำ เป็นบุคคลชั้นนำ โดยไม่ถามเลยว่า จริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่...

แม่หาเหตุผลประกอบกับทุกเรื่อง จนไม่คิดว่า คนน่ะ ไม่ใช่จะมีเหตุผลได้ตลอดเวลา...

 

 

ถึงอย่างไรก็ตาม เราบ่นบ้านจนถึงตอนนั้น เหมือนกับว่าเราอกตัญญู เป็นลูกที่แย่ เรียกร้องไม่มีหมดสิ้น ไม่รู้จักอดทนเลย แต่ว่า ใช่ว่าเราจะเกลียดแม่ เรารักแม่ รักครอบครัวมาก แต่บางครั้ง ก็ถึงคราวที่เราต้องไป "หาเหตุผล" ของตัวเองบ้าง

 

จนถึงบัดนี้ อยากบอกแม่ แต่ไม่กล้า... ว่า

"หนูรักแม่ แต่หนูอยากเป็นผู้ใหญ่ ในแบบของหนูเอง ให้หนูค่อยๆ เรียนรู้เถอะนะ"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ซักวันก็เข้าใจเองแหละ open-mounthed smile

#1 By - -)* on 2009-03-30 01:06

คุณแม่ท่านเองก็คงมีเหตุผลของตนเองแหละค่ะ

และท่านก็หวังดีกับจขบ.มากๆด้วย เพียงแต่ไม่ได้มองถึงบางสิ่ง

แต่เชื่อว่าท่านก็รักและอยากให้จขบ.เป็นคนเี มีหน้าที่การงานที่มั่นคง

ท่านก็แสดงความรักให้จขบ.ในแบบของท่านเองแหละค่ะ

Hot!

#2 By M o n S h i l 2 o on 2009-03-30 01:13

แต่ละครอบครัวก็มีอะไรหลายๆอย่างไม่เหมือนกันนะคะ ของเจ้าของบล๊อกอยากให้เป็นผู้ใหญ่เร็วๆ แต่ของเราน่ะบางทีเป็นห่วงมากๆ อายุจะสามสิบแล้วก็ยัง ประคบประหงมมาก ไม่ค่อยยอมให้ลำบากซะจนเราต้องเป็นฝ่ายดิ้นรนออกมาลำบาก
เองให้ดูจนเค้ายอมรับและทึ่งว่าลูกแม่นึกว่าคุณหนู แต่ดันแกร่งกว่าที่คิดซะอีกquestion

จริงๆเข้าใจว่าไทป์แบบคุณแม่เจ้าของบล๊อกคงอยากให้ลูกเข้มแข็ง
น่ะค่ะก็เลยออกจะเป็นแนวๆนี้ บอกตามตรงว่านิสัยคนโดยเฉพาะผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงยากค่ะ มันอยุ่ที่ว่าคุณสนิทกับที่บ้านมากแค่ไหนและกล้าพูดกับท่านแค่ไหน
ถ้าอยากได้คำชม ก็ไม่ลองพูดอ้อมๆสักนิดว่า หนูอยากได้กำลังใจจากแม่บ้าง หรือ ขอตัดสินใจเองนะคะ
ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องพิสูจน์ให้เค้าเห็น ด้วยวิธีค่อยๆแหกคอกแบบเงียบๆทีละน้อยๆไปเรื่อยๆ น่าจะทำให้ยอมรับในความเป็นเราขึ้นมาได้ค่ะ

#3 By nuinthelewen on 2009-03-30 01:19

พ่อแม่ที่ไม่ให้ลูกก้าวหน้าด้วยตัวของเขาเอง
ไม่ต่างอะไรกับการลงมือฆ่าตัวเขาและอนาคตของเขาไปพร้อมๆกันหรอกค่ะ

เป็นบทความที่ดีค่ะ

big smile

ถึงจะเป็น "เด็ก" แต่หลายครั้ง มีความคิด ความอ่านที่ดีกว่า คนที่แสดงตัวเองว่า "ผู้ใหญ่" อีก

#4 By •Le' LapiN—• on 2009-03-30 10:45

อ่านไม่จบ (ยาวจัง) แต่หนุกดี.สู้ๆๆ
หากขับรถไปเจอ Toyo Sport rider
มีปลาโลมาห้อยท้าย ทะเบียนเจียงฮาย อย่าลืมทักทายกันบ้างเน้อ..อิอิ