The thief of Baramos’s Tragedy : midnight labyrinth : Pain 5 th ๑๐๐%
posted on 07 Oct 2006 12:54 by muitapol in Fic-MidnightRabyrintPain 5th : หัวใจและผู้ปกป้อง
สายฝนฉ่ำเย็นตกกระทบดังเปาะแปะกับขอบหน้าต่าง ก่อนฟ้าจะคำรามแผดเสียงกึกก้องสนั่นผืนปฐพี ทำให้คนไม่ชอบเสียงฟ้าผ่าต้องสะดุ้งสุดตัว ชายหนุ่มที่นั่งฟากตรงข้ามเธอเหลือบตามองแล้วทำเป็นไม่สนใจเสมองไปทางอื่นเสีย มือใหญ่ยังโยนฟืนท่อนเล็กเข้าเตาผิงที่มีไฟปะทุเริงร่าอย่างเหนื่อยหน่าย
หญิงสาวร่างผอมบางและยิ่งดูผอมบางลงไปอีกเมื่ออยู่ในชุดผ้าโปร่งสีขาวตัวยาวรุ่มร่าม
เธอนั่งอย่างหมดแรงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่จนดูเหลือตัวนิดเดียว เรือนผมสีน้ำตาลขอดเป็นวงยุ่งๆ ปรกใบหน้านวลซีกหนึ่งให้อยู่ในเงา แสงไฟสลัวทำให้ร่างบางซีดจาง... หล่อนเป็นคนงาม ใครๆ ก็ดูออกชัดเจน แม้จะอยู่ภายใต้แสงสลัวขนาดนี้ก็ตาม ทั้งริมฝีปากมีรอยหยักเป็นรูบกระจับอวบอิ่มสีชมพูสดที่ปราศจากการแต่งแต้ม คิ้วสีเดียวกับเรือนผมสีเข้มโก่งราวกับคันศร ปลายจมูกโด่งรั้น....แต่ทว่าผิวสีขาวนวลแปรเป็นขาวซีด นัยน์ตาสีน้ำตาลแสดงถึงความอ่อนล้าอย่างเต็มที่ ลมหายใจน้อยๆ แผ่วเบาลงช้าๆ...
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
มีเพียงปะทุจากขอนไม้ในเตาผิงเท่านั้นที่ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเงียบสงัด... สลับกับเสียงลมหายใจเบาๆ จากคนทั้งสอง
เขา... เสียงหวานที่ดังขึ้นราวกับจะทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดไปเสียให้พ้นๆ
ทำแบบนี้... น้ำตาที่สู้กลั้นมาก็สุดจะกลั้น ทำแบบนี้ได้ยังไง... นั่นลูกเขานะ!
เสียงดังขึ้นจากลำคอจนแสบร้อน ทุกๆ คำที่พูดออกไป ถูกกลั่นจากหัวใจผู้เป็นแม่แทบทั้งสิ้น เสียงที่ได้ยินยังคงดังก้องในสมอง
ชายหนุ่มเบือนสายตามาสบ เขายังคงอยู่ในเงามืด..
แต่ทว่านัยน์ตาคู่โตแต่คมเฉียบสีม่วงราวกับดอกลาเวนเดอร์ของเขายังคงอยู่ในเงามืดเสียข้างหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่าง... ที่เกิดขึ้น ล้วนมีกำหนดในตัวของมันเองทั้งนั้น เฟริน
และนี่ถึงกำหนดที่ฉันควรจะชดใช้บาปที่ฉันไม่ได้ก่อแล้วอย่างนั้นหรือ?
มันไม่ใช่บาป... นายแค่ดำเนินไป... ตามที่ทุกอย่างควรจะเป็น หากเกรควรอยู่กับนายจริง เขาก็จะกลับมา
มันไม่ควรเป็นแบบนี้... เสียงหวานแผ่วเบา ราวกับว่าเจียนจะขาดใจลงไม่ช้า
นิทาน.. ควรจะจบลงอย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ คิล?
นี่ไม่ใช่นิทานเฟริน เพื่อนรักหันมายิ้มให้
รอยเศร้าประหลาดอยู่ในแววตาอย่างที่เขาไม่สามารถข่มมันไว้ได้ นี่มันชีวิตจริง
นายกับเรนอน...?
เขาลุกยืนขึ้นแล้วบิดขี้เกียจสองสามที เสียงกล้ามเนื้อคลายตัวดังขึ้นเบาๆ
เราเลิกกันแล้ว มันสายเกินไปที่เราจะเรียนรู้คำว่า ไปกันไม่ได้
หญิงสาวรู้สึกราวกับหัวใจจะหล่นวูบ
คู่รักที่เธอคิดว่าสมบูรณ์แบบและไม่มีวันเป็นแบบเธอเด็ดขาด... มันกลับเปลี่ยนแปลง ทำไมล่ะ...ทั้งๆ ที่...
ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรบกพร่อง เขาต่อคำพูดให้
นัยน์ตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง มันควรจะเป็นแบบนั้นเฟริน แต่สุดท้ายแล้ว... เรนอนทนฉันไม่ไหว เหมือนกับฉัน เราเลยตัดสินใจแยกทางกัน เรื่องมันก็มีแค่นั้น
แต่... เสียงเธอเบาหวิว
แต่เรารักกันมาก เขายักไหล่ ใช่ มันก็ใช่ ตอนเรียนอยู่ ฉันก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป เรียนรู้กับความหอมหวานนั้น เพียงแต่ฉันฉลาดกว่าคาโลนิดหน่อยที่ยังป้องกันคิลยิ้มอย่างอารมณ์ดี แต่รอยเศร้าและขื่นขมยังไม่จางหายจากนัยน์ตาคู่นั้น เราฝัน เราคิดและหวัง แต่ทุกอย่างเฟริน... ทุกอย่าง เมื่อเราตื่นจากฝันมันไม่เหมือนที่เราคิดไว้ก่อนแต่งงานสักนิด...
ฉันมันแค่นักฆ่า ไม่ใช่เจ้าชายที่จะปกป้องเจ้าหญิงได้..
ฉันมันก็แค่หัวขโมย ไม่คู่ควรกับเจ้าชาย หญิงสาวพูดอย่างขื่นขม
ใช่... ปล่อยมันดำเนินไปเถอะ เฟริน เขายิ้มรับคำ
นายเล่นบทบาทของนายให้ดีที่สุด.... อย่างที่ลูคัสว่า สุดท้ายแล้ว... เราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยไปตามลิขิตของมัน ชายหนุ่มกล่าวส่งท้าย ก่อนจะเดินลากเท้าออกจากห้องไป...
........แต่หญิงสาวยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวเดิม ปอยผมสีน้ำตาลปรกใบหน้าหวานจนยุ่งเหยิง เท้าน้อยเปลือยเปล่าสัมผัสกับความนุ่มและอบอุ่นของพรมผืนหนา ลมหนาวพัดเอาความโศกเศร้าเข้ามาทางหน้าต่างจนเย็นยะเยือก ม่านหนาสีขาวพลิ้วไหวเบาๆ
วูบ...
เสียงลมหนาวพัดผ่านเธอไป... ขี้บุหรี่ที่ยังหลงเหลือจากรอยไหม้บนโต๊ะได้ถูกปลิวตามลมพัดมายังตัวเธอ...
สุดท้าย.... เราจะทำอะไรได้เฟรี่... นอกจากปล่อยทุกอย่างไปตามที่ถูกลิขิตไว้
ลูคัสหัวเราะหึๆ ขยี้บุหรี่จนกลายเป็นรอยไหม้สีดำ นิ้วชี้ของชายหนุ่มลากเอาขี้บุหรี่เป็นเส้นตรงมายังเธอ...
แทบจะในทันใด หญิงสาวคอตั้งตรง วรองบางตรง นัยน์ตาหนักแน่นมั่นคง ยกมือขึ้นลูบหน้าเรียกความมั่นใจ
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร.. ช่างเถิด!
มือเรียวหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา เหยียดยิ้มก่อนจะสั่นกระดิ่ง
......
วันหลังเฮิร์ตนานกว่านี้หน่อยนะ เสียงเย้าๆ จากเพื่อนซี้ทำให้เธอแยกเขี้ยวรับ
ไม่มีเวลาเฮิร์ตแล้ว ความเป็นความตายของเกรขึ้นอยู่กับ...เวลา!
ใบหน้าหวานเพยิดไปยังชายอีกคนที่ยังคงไม่อาทรร้อนใจใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีควานเห็น เขายักไหล่แทนคำตอบ
เฟรินเสยผมที่ปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด สมองกำลังทำงานหนักราวกับเครื่องจักร
ลองทบทวนสถานการณ์ดู บุรุษนัยน์ตาสีเขียวมรกตแนะนำ ท่าทางเนิบนาบอย่างบอกไม่ถูก
มือเรียวแบอย่างรู้หน้าที่ มือใหญ่วางเอกสารลงอย่างรู้หน้าที่เช่นกันเวลาเกิดเรื่องประมาณเที่ยงกว่า?
ใช่
เฟรินสั่นกระดิกอีกรอบ คราวนี้นายทหารผู้หนึ่งพุ่งมาทันที
ไปเรียกยามที่อยู่กะเที่ยงทุกประตูมา นางกำนัลที่อยู่เวรเที่ยง คนส่งอาหาร เอาเป็นว่า ใครที่เป็นเวรตอนเที่ยงช่วยเชิญมาคุยกับฉันที่... สุรเสียงเงียบลง ห้องฤดูร้อนด้วย
ลูคัส พี่คิดยังไง?
คิดเหมือนเดิม เขาตอบเรียบๆ
ดี เหมือนฉัน คิลล่ะ?
หนุ่มนักฆ่าเพื่อนซี้ยิ้มรับอย่างไร้ดียงสาจนเห็นฟันครบทุกซี่ ไปไหนไปกัน!
ขอบใจ นาย? โร?
ทาสไม่เคยทิ้งนาย คำตอบพร้อมรอยยิ้มเรื่อยๆ บนริมฝีปาก
คนถามกัดริมฝีปาก ขนตายาวหนาเป็นแพชื้นฉ่ำด้วยน้ำตา ดี! งั้นเดี๋ยวเราก็จะไปเตะตูดคิงคาโนวาล เอาลูกฉันคืนมา!
...
ห้องฤดูร้อนบัดนี้หนาวจับใจ ทุกคนที่มีกะเที่ยงมารวมตัวกันอยู่ ณ มุมหนึ่งของห้องฤดูร้อนทว่าละไอเย็นแผ่เข้ามาอย่างเยือกเย็น ชวนให้ขนลุกชันดีไม่น้อย!
การ สอบสวน ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเย็นเชียบ ฝ่ามือของผู้โดน สอบสวน ชื้นไปด้วยเหงื่อ ทั้งๆ ที่อากาศเย็นจัด! ผู้ที่สอบสวนคราวนี้มิใช่คนอื่นไกล หากแต่เป็นคนที่ได้ยินชื่อเสียงมามากมาย แต่ทว่าน้อยคนนักจะได้เห็นตัวจริง!
ชายหนุ่มผมสีชา ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่นัยน์ตาวิบวับราวกับสุนัขจิ้งจอกนั่งถามคำถามอย่างใจเย็น ขณะที่นัยน์ตาสีนิลจากอีกบุรุษทำให้ไม่มีใครคิดที่จะโกหก และ..ไม่ใครกล้าสบตา!
....
ไม่มีใครโกหก เฟรินพูดอย่างมั่นใจ ในมือมีเอกสารปึกหนึ่ง แล้วถอนใจเฮือก แต่ความจริงคงต้องควานๆ เอา
ริมฝีปาก หยักของโรแย้มขึ้นบางๆ ฉันเสนออะไรอย่างนะ ราชินี
ขอทรงทูลมาเถอะ ท่านอัครเสนาบดีโร เสียงหวานตอบกลับอย่างล้อๆ แม้คิ้วบางสีเข้มจะขมวดมุ่นก็ตาม
แจ้งเรื่องนี้ในที่ประชุม วันพรุ่งนี้
เหตุผล ?
คน ทูล ไหวไหล่ด้วยท่ากวนๆ ถ้าจะเตรียมรบ ควรให้พร้อม เพราะถึงยังไง เราก็คงไม่แคล้วได้รบ
หาเหตุสิ ลูคัส ทูล บ้าง ชายแดนเรามีปัญหามานาน กับ..เวนอลเรื่องกองโจรมีไม่จบไม่สิ้น คนที่อยู่เบื้องหลังลอร์ดฟลอเรซก็ยังจับไม่ได้ ใครเป็นคนฆ่าก็ยังไม่รู้...
เอาละ...งั้น... เราจะรบกับคาโนวาลเรื่องอะไรดี ?
จับแพะมาซักสองตัว คนเสนอหาเรื่องรบยังยิ้มระเรื่อ บอกว่าเป็นโจรมาจากคาโนวาล ตั้งใจจะทำร้ายราชินี..
อา..และคาโนวาลต้องรับผิดชอบ ลูคัสเห็นดีเห็นงาม
คิ้วเรียวขมวดมุ่นหนักยิ่งกว่าเดิม เราพร้อมหรือ ?
ยิ่งกว่าพร้อม
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวอีกทีหนึ่งราวกับจงใจจะให้คนฟังรับรู้
คงต้องให้เสนากระทรวงกลาโหมออกให้หมด แล้วตั้งพี่เป็นแทน
ชายหนุ่มยิ้มรับ ดวงตาสีนิลยังอ่านความคิดไม่ได้ หากแต่รอยยิ้มนั้น...น่าดู
เธอไม่รู้หรือ... ว่าคนที่กุมอำนาจจริงๆ คือใคร ?
เฟรินเดาะลิ้น ไม่ตอบ
น่าจะรอดูข่าว ข้อเสนอหนึ่งจากคนที่ยังยิ้มได้ยิ้มดีอย่างน่าหมั่นไส้
แจ้งไว้...ก่อน ให้คุณกุมอำนาจทหารมีเวลาเตรียมข้าวของ
ฉันไม่อยากให้...มีสงคราม เสียงใสเนิบนาบ
แล้วนายจะทำยังไง ?
ส่งคิลไปก่อน ความคิดฉับไว ตอบในทันที หาข่าว แล้วค่อยลักกลับมา
นัยน์ตาคมสีนิลระริก ถ้าเจอ?
สงคราม
ถ้าไม่เจอ ?
สงคราม
คนถามอดไม่ได้ที่จะถอนใจยาว...ฉันว่าคงไม่ใช่คาโนวาลที่เอาไป
สายตาสองคู่ที่มองมายังเขาบอกถึงคำถามชัด
คงไม่มีใครทำกับลูกได้ลง
ริมฝีปากบางยิ้มรับ... มิได้มีรอยเคียดแค้นใดๆ ฉันรู้ พ่อตามปกติล่ะนะ แต่ว่า...กับคนที่จะฆ่าแม้กระทั่งลูกตัวเองได้แบบนั้น ฉันไม่แน่ใจนัก สุรเสียงใส เย็นเป็นปกติ หากนัยน์ตาวามวาบลุกโชนด้วยความแค้น!
....
ทันทีที่บอกเรื่องราวของการหายไปของเจ้าชายแห่งแอเรียส เกิดเสียงพึมพำทั่วห้อง
ใคร...? คำถามเดียวของผู้ร่วมประชุม
ไม่รู้แน่ชัด ผู้เป็นราชินีตอบทันควัน แต่เราจับคนของคาโนวาลได้
แต่คาโนวาลต้องการอะไรจากเรียสเล่ากระหม่อม ? คำทูลถามอย่างไล่ต้อนราชินีสาว
มากมาย เธอตอบ กันชนจากไนล์
ไนล์ซ่องสุมกำลังไว้และไม่ถูกกับคาโนวาลก็จริง แต่การเดินทัพต้องข้ามเรา
หรือไม่ก็ต้องอ้อมทริสทอร์ แต่ก่อนจะถึงคาโนวาลก็ต้องผ่านแอเรียส เวนอล...
ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แม่ทัพเมแฟผู้ชราตอบแทน เวนอลญาติดีกับไนล์มานานแล้ว
เพราะไนล์ยื่นข้อเสนอไปว่าจะคุ้มครองเวนอลและเจมิไน หากให้เป็นทางผ่าน
แต่เวนอลยังอิดออดอยู่ เพราะอยากให้ไนล์เป็นประตูสู่เมืองท่าทะเลแถบตะวันออก
ซึ่งแน่นอน..ไนล์ไม่ยอม แต่หากมีเรื่อง เวนอลย่อมหันเข้าหาไนล์ทันที เพราะได้รับผลประโยชน์มากกว่า
เลยมาลงตัวที่แอเรียส... เสียงสรุปหนึ่งดังขึ้น
แต่ถึงกระนั้น... การเป็นพันธมิตรก็น่าจะดีกว่า หากคาโนวาลยื่นข้อเสนอ..ดีๆ แอเรียสมีหรือจะไม่พิจารณา ?
คนที่ควรตอบยังมีรอยยิ้มเอื่อยๆ บนหน้างาม ประเทศพันธมิตร...หากยื่นข้อเสนอ ดีๆ อย่างที่ท่านว่า มีเรื่อง..เวนอล เจมิไนที่อยู่ล้อมเราก็เป็นไนล์ หากเราหันเข้ากับคาโนวาล เท่ากับเราอยู่ในวงล้อมไนล์ แล้วทางไหนเล่า ที่คาโนวาลจะช่วยแอเรียสได้ ? มีหุบเขากั้นระหว่างเอเธนส์กับแอเรียส ทางเดียวที่จะผ่านได้คือเวนอล....?
คนตั้งปัญหากระอักกระอ่วน แต่กระหม่อม...ไม่ควร
ยังไม่ถึงเวลา...หากแต่ ใกล้เข้ามาแล้ว
เราจะส่งคนไป เอาตัวเกรกลับมา ยามพูดถึงลูก..ที่ไม่รู้อยู่แห่งใด
หัวใจแม่แทบสลาย หากแต่ก็ข่มไว้โดยเร็ว ถึงอย่างไร...ก็ต้องมีสงคราม!
.
อีกครั้งหนึ่ง... ที่สามบุรุษ หนึ่งสตรีนั่งชมจันทร์ผ่านหน้าต่างบานโต นาง...ผู้เหมาะอย่างยิ่งกับคำว่า นางพญา นัยน์ตาสีน้ำตาลคมกริบราวกับมีด ใบหน้านวลผ่องยิ่งนัก แขน เอวองค์ทุกอย่างกลมกลึง บางและขาวนวลราวกับรูปสลักหิน เรือนผมหยักศกหนา หยิก นุ่ม สีเดียวกับดวงตาทิ้งตัวลงมาอย่างนิ่มนวล
ไม่มี... เสียงหวานกังวานขึ้น ไม่มีความรู้สึกใดๆ ปรากฏเด่นชัด
ใช่ ไม่มี ผู้เป็นเพื่อนรักย้ำอย่างหนักแน่น คนอย่างฉันไม่มีคำว่าพลาด...เฟริน
ฉันตรวจหมดทุกซอก หลืบของปราสาทมันแล้ว
อาจจะเอาไว้ที่อื่น! เสียงใสยังคงดื้อดึง
พอเสียทีเฟรี่ คำห้ามปรามจากบุรุษมากวัยที่สุดในห้อง ฉันเชื่อใจคิลลี่ และไม่คิดว่าเกรจะอยู่ที่คาโนวาลด้วย
งั้นเป็นที่ไหน ?
พักเรื่องนี้แป๊บนะ ชายหนุ่มอีกคนขัด พลางขยับตัวให้นั่งสบายขึ้น เรือนผมสีชาทอประกายสีจางๆ ในเงามืด
เรื่องที่นายจะความดันขึ้นจะมีอีก คาโนวาลกำลังจะเดินทัพมา
เฟรินหยุดกึก เดินทัพ! รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้า น่าขันนัก!! สถานการณ์ล่ะ ?
ตอนนี้กำลังผ่านเอเธนส์ แต่ช่วงที่เป็นหุบเขากั้น จะขอข้ามทัพที่เวนอล คนรายงานกลับเป็นลูคัส
เวนอลยอมอย่างนั้นสิ!
ทำไมจะไม่ยอม คาโนวาลรับจะปราบเจ้าเมืองที่คิดกบฏให้ หากยอมให้เป็นทางผ่าน
เฟรินขมวดคิ้วมุ่น เอาใช้นิ้วกดลงระหว่างคิ้วอย่างหวังที่จะคลายประสาทที่กำลังเต้นตุ้บๆ อยู่ได้ หากคราวนี้...หัวใจเธอมิได้เป็นใหญ่อีกต่อไป! แม้อาการเจ็บปวดใจยังคงอยู่หากแต่เธอไม่อาจอ่อนแอได้อีก!
มิใช่หัวใจเธออีกแล้วที่ต้องปกป้อง แต่เป็นชีวิตของคนทั้งประเทศ!!
แอเรียสจะต้องโดน....
สารกำลังเดินทางมา... คำตอบละไว้ นัยน์ตาสีเขียวมรกตสบตาผู้ฟังเขม็ง
ทางผ่าน... แอเรียสไม่ควร.... รอยย่นระหว่างหัวคิ้วเพิ่มขึ้นอีกเพราะเจ้าตัวกดหนัก เราอยู่ในวงล้อมไนล์... ถึงเวนอลจะทำตัวเป็นสองฟากได้เพราะมีเจมิไนร่วม เหมือนแพ็คคู่ แต่เราไม่มี...ไม่มีเลย คราวนี้มุมปากยะแย้มขึ้น หากแต่หัวคิ้วยังแทบชนกัน เราจะสกัดทัพคาโนวาลให้ไนล์!
..
แผนที่หนังแกะผืนใหญ่ถูกแผ่เต็มที่บนโต๊ะไม้โอ๊คกลางที่ประชุม คราวนี้ผู้ที่ร่วมประชุมมีเพียงลอร์ดเมเดรริด้า เมย์ กับเสนบดีอีกสามคนจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ และการคลัง ราชินีและผู้ช่วยมือซ้าย - ขวา
ตรงจุดนี้ ท่านลอร์ดเมย์ เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมๆ กับชี้ลงบนแผนที่ มีตัวหมากรุกเรืออยู่บนนั้น ตรงชื่อ หมู่บ้านหายสาป
หมู่บ้านนี้... สตรีผู้มากความสามารถแผ่วเบา นัยน์สีนิลบอกถึงความวิตก อย่างที่บอกไป... เป็นหมู่บ้านที่พักของแม่มดเฒ่าที่อพยพมาจากทริสทอร์... มีอาคมจางๆ อยู่
เฟรินสบตากับ มือซ้าย มือขวา อย่างไวว่อง
ก็หมายความว่า.. การเข้าหมู่บ้านนี้ยากมากแม้แต่กระหม่อมเองยังไม่อยากยุ่งกับหมู่บ้านนี้นัก แต่เท่าที่ดูก็เรียบร้อยดี มีเพียงอาถรรพ์ที่ปกคลุมเท่านั้น ที่ออกจะหนักใจ
เฟรินผงกศีรษะเบาๆ ขอบคุณมาก ตรงนี้จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเรา ฉันอยากทราบเกี่ยวกับภูมิประเทศ
เป็นที่ราบเพคะ มีแม่น้ำขวาง ชุ่มชื้นตลอดเวลา อุดมสมบูรณ์มาก จากการสำรวจครั้งสุดท้าย...ก่อนที่หม่อมฉันได้รับตำแหน่งใหม่ๆ มีสายแร่ทองเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่มีใครกล้าขุด ว่ากันว่าอาถรรพ์แรงมาก ก้อนหินยังเอาไปไม่ได้สักก้อน" คำรายงานบอกถึงความเอาใจใส่ของผู้รายงานได้อย่างดี
เฟรินอดยิ้มให้สองบุรุษที่กลั้นหัวเราะจนแก้มบุ๋มข้างๆ ไม่ได้... ก็ขนาดเธอยังเอาเพชรออกมาจากหุบเขาคนแคระกินคนได้เลย!
"แต่ฉันเชื่อว่า..คนของเราคงพอจัดการได้"
ลอร์ดสาวผงกศีรษะรับ "เพคะ หม่อมฉันก็เชื่อเช่นนั้น..."
"การตีทัพครั้งนี้... ต้องใช้กำลังสักเท่าไหร่?" คำถามกลับไปหาคนกลั้นหัวเราะ ตาพราว
"ห้าร้อย"
เฟรินถอนใจเฮือก "ท่านเสนาฯ คิดหรือว่าคนแค่นั้นจะพอ"
"กระหม่อมเชื่อในฝีมือลูคัส" คำตอบนอบน้อมยิ่ง
"แต่กระหม่อม... คราวนี้ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ?" ท่านเสนาฯ การคลังดูท่าจะทุกข์ร้อนหนัก
"ฉันเชื่อนะท่านพอร์จ..." เธอเรียกชื่อเล่นของเสนาฯ การคลัง "ว่าเงินสักแดง..ท่านก็ไม่ยอมให้หายจากท้องพระคลังโดยที่ท่านไม่รู้"
"เอ่อ... กระหม่อม..."
ผู้เป็นราชินียิ้มกว้าง บอกด้วยเสียงอ่อนโยนว่า "ท่านพี่เคยบอกฉัน ท่านพอร์จเค็มเสียยิ่งยายแก่งกหนี้ แต่ทว่าซื่อสัตย์เต็มเปี่ยม.."
คำชมปนล้อเลียน ทำให้คนฟังเต็มตื้น สตรีผู้นี้มีวาทะศิลป์นัก และจากความชื่นชมก็หล่นวูบ เมื่อเสียงใสยังอ่อนโยนและสั่งต่อไปว่า "ฉะนั้น ให้ท่านตกลงกับเสนาฯ กลาโหมเถอะนะ"
"ส่วนท่าน... เสนาฯ ต่างประเทศ ฉันแนะนำให้... ส่งสารทวงบุญคุณไปที่ไนล์ บอกความจำนงของเราว่า เราต้องการพันธมิตร และการคุ้มครอง!!!"
.............
เต็นท์สีแดงเลือดหมู มีธงประจำแอเรียสปักรายล้อมอยู่รอบด้าน เต็มหมู่บ้านหายสาป หญิงสาวร่างบางกึ่งเดินกึ่งวิ่งผ่านเหล่าทหารที่กำลังหุงหาอาหาร พร้อมเสียงเอะอะโวยวาย บ้างก็หันกลับมาทักทายหญิงสาว
"สายันห์สวัสดิ์คร้าบ ราชินี"
แม้จะเร่งร้อนเพียงใด ผู้เป็นราชินีก็ไม่ใจร้ายพอที่จะลบรอยยิ้มของทหารได้ เธอยิ้มกลับเพียงมุมปาก "สายันห์สวัสดิ์จ้ะ เย็นนี้จะทำอะไรกิน?"
ทหารผู้ตอบยิ้มอย่างชอบใจในความไม่ถือตัวของราชินีตน เป็น'เหนือหัว' ที่พวกเขายินดีทำงานให้ 'สุดตัว'
"ก็ต้มมันฝรั่งเหมือนเดิมแหละครับ ทางโน้นมีเยอะเป็นดง ใส่ๆ ปลาเข้าไป ต้มเปื่อยๆ ก็กินได้ทั้งก้าง"
สตรีสูงศักดิ์ถอนใจดังเฮือก "ลำบากกันหน่อย อดทนหน่อยนะ... ไว้ให้เสร็จศึกแล้วจะพาไปเลี้ยง"
"โอ๊ยย ไม่ต้องหรอกครับ อยู่แบบนี้มาจนชิน กลัวแต่จะทำให้ราชินีผิดหวังนาซี"
หญิงสาวหัวเราะใส "เอาเป็นว่าพอกันก็แล้วกัน ฉันก็กลัวจะทำให้พวกเธอผิดหวัง..." ลมหายใจระบายออกมายาวอย่างหนักใจ "แต่ฉันสัญญา...จะพยายามเต็มที่"
"ผมเชื่ออย่างนั้นครับ" คำตอบหนักแน่น ไม่มีแววล้อเลียนจากทหารหนุ่ม ทำให้เฟรินใจพองโตขึ้นมาเป็นกอง
"จ้ะ... เหลือให้ฉันด้วยล่ะ หิวจริงวันนี้ เดี๋ยวไปประชุมเสร็จคงเปื่อยได้ที่กระมัง ?"
ทหารหนุ่มหัวเราะร่า "ครับ จะเหลือให้ รอกินกันเยอะๆ สนุกกว่า"
.............
"สอบผ่านเลยนะนี่" คิลเดาะลิ้นชม เมื่อร่างปราดเปรียวแล่นปรูดเข้ามาในกระโจม "ได้ใจทหารไปไม่น้อย"
"ฮื่อ เดี๋ยวประชุมเสร็จออกไปกินกัน"
สองเพื่อนซี้หยอกล้อกันไม่นาน ก็ต้องหยุดเมื่อผู้ร่วมประชุมที่เหลือก้าวเข้ามา
"คิดว่า...พรุ่งนี้..." เสียงรายงานบอกชัดว่า...เครียด
"กำลังใจทหารเราเต็มร้อย อาวุธก็พร้อม ยุทธศาสตร์เราก็ฝึกจนคล่อง ทหารพวกนี้หลับตาเดินในป่ายังไหว"
"พรุ่งนี้..." เสียงหวานเบาหวิว... เธอจะพาใครไปตายอีกสักเท่าใดกัน
"ราชินี กระหม่อมอาจใช้คำไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่หม่อมฉันเชื่อ เดือนที่ผ่านมา พวกทหารยอมฝากชีวิตในอุ้งมือราชินีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง" เสียงห้าว หนัก ห้วนบอกถึงความเป็นคนของพื้นที่ดังขึ้นอย่างปลอบขวัญ ทำให้เฟรินพอใจชื้นขึ้นมาบ้าง
"แนวป้องกันหมู่บ้านล่ะ ?"
"เรียบร้อยกระหม่อม" ทหารกลางคนผู้รับผิดชอบรับคำหนักแน่น "มีแม่มดเฒ่าให้ความร่วมมือกับเรา สร้างอาณาเขตเวทย์รอบหมู่บ้าน"
"อย่าประมาท" เฟรินเตือนสติ "ชายที่เราจะรบด้วย เป็นจอมเวทย์อันดับหนึ่งรองจากเลโมธีนะ"
"คิดว่าคิงคาโล ไม่น่าจะสนใจหมู่บ้านเล็กๆ นี่" ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งออกความเห็น รอยแผลเป็นจากสงครามพาดผ่านตรงกลางใบหน้า ทำให้มองราวกับขุนโจรเสียมากกว่าทหาร "น่าจะอยู่ในสนามรบเสียมากกว่า"
"กำลังใจทหารที่นั่นดีไม่แพ้เรา สู้จนตัวตายเหมือนกัน"
"เอาเถิด..." เฟรินปรามความเครียดลงบ้าง "ทุกคน...เตรียมตัวพร้อมอย่างหนักหน่วง ก็ขอให้เต็มที่ก็แล้วกันพรุ่งนี้ ส่วนวันนี้...." รอยยิ้มละไมชวนให้ยิ้มตอบเสียเหลือเกิน "ออกไปกินกันเถอะ พวกทหารเขารออยู่"
........
เสียงเฮฮา ครึกครื้นยิ่งนักของทหารร่วมรบ รอบกองไฟ มีหมูป่าย่างตัวใหญ่อยู่ตรงกลาง
เฟรินถอนใจอีกรอบ จนผู้นั่งข้างๆ จับได้
"เป็นอะไรไป เฟรี่?"
"พี่นั่นแหละน่าจะเป็น วันนี้ตอนประชุมไม่เห็นพูดอะไรสักคำ"
"ไม่ต้องพูด...เธอก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ" เสียงทุ้มอ่อนโยนนัก "ว่าฉันไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง"
เฟรินเต็มตื้น... ทั้งกำลังจากทหารที่ไว้ใจเธอนัก และความอ่อนโยนของคนด้านข้าง
"ลองนี่เสียหน่อย" มือใหญ่จัดการหั่นเนื้อแล้ววางบนจานหญิงสาว "เหนียวไปหน่อย" เขาทำหน้าพะอืดพะอมชอบกล "แต่ยังดีกว่าไม่กินอะไรเลย"
"มันเครียด" เฟรินยิ้มแหยๆ รับ อย่างเด็กโดนจับได้ เขารู้...กระทั่งว่าเธอกินอะไรบ้างวันนี้ "กินอะไรไม่ค่อยลง"
"ทางโน้นหายห่วง ฉันเชื่อ...ไม่มีเหตุการณ์อะไรกล้าเกิดขึ้นตอนนี้หรอก ไนล์กำลังจับตาเรา ถ้าเราแพ้...หมายความว่าคาโนวาลก็จะเคาะประตูบ้าน"
"พรุ่งนี้...จะมีทหารมาช่วยจากไนล์ใช่ไหม ?"
ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ "โรรี่จัดการเรื่องต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว"
"ตามความเห็นฉัน..." เธอใช้ส้อมโบกไปมา อย่างไม่คิดจะรักษามารยาทอีกต่อไป "พี่นี่เหมือนทหาร วางแผน โรเป็นนักปกครอง..." เธอหยุดกลางคัน แล้วยิ้มกว้าง "เผอิญว่าฉันต้องการสองอย่างเสียด้วย"
"โลภมาก"
"ตราบใดที่พี่ยังอยู่ให้ฉันใช้ ฉันก็ใช้เรื่อยๆ" เสียงหวานเข้าทำนองร้องเป็นเพลงเสียเลย
ลูคัสอดหัวเราะไม่ได้ เขารู้ดี.... นิทานกำลังจะได้บทสรุปแล้ว จะจบว่า 'เจ้าหญิงและเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันตลอดกาล' หรือ... 'เจ้าหญิงยังคงรอเจ้าชาย' ไม่นาน...เขาก็จะได้คำตอบ
"มั่นใจพอไหม ? ที่จะพบเขา"
หญิงสาวทอรอยยิ้มละไมรับ "ยิ่งกว่าพอ ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจตายไปแล้ว ที่ยังอยู่คือร่างกายกับแอเรียส!!!"
.......
เสียงเฮฮาหยุดลง มีเพียงความเงียบเข้าปกคลุมและเสียงเปรี๊ยะจากขอนไม้ที่กำถูกเผาไหม้ในกองไฟเท่านั้น เฟรินลุกยืนขึ้น มือข้างหนึ่งถือกระบอกไม้ไผ่ บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มไม่เปลี่ยน
"วันนั้นเรากินร่วมกัน พรุ่งนี้เราจะร่วมรบกัน... ฉันไม่เห็นอนาคตอย่างอื่น นอกจากว่าพวกเราจะกลับบ้าน ไปด้วยกันพร้อมชัยชนะ!!" เสียงหวานแน่นหนัก เน้นคำว่า พวกเรา ชัด สิ้นคำพูดเสียงเฮก็ดังขึ้น กำลังใจกำลังฮึกเหิมเต็มที่ คำดำริสั้นๆ จากผู้เป็นราชินีสร้างขวัญให้เหล่าทหารได้อย่างดี
......
"คิล... จับมือฉันที" เสียงหวานประหวั่นวิตก
"อาไร๊...จะบอกให้ฉันไม่พิศวาสนาย" คำตอบกวนบาทายิ่งนัก
แต่คนฟังไม่ใส่ใจ กลับควานหามือใหญ่ หยาบกร้านขึ้นมาจับแน่น
"ฉันกลัว..."
"เฮ่อ...ให้ได้งี้ซี้ จะรบอยู่แล้วแม่ทัพดันกลัว"
"เคยแต่ออกรบตามหน้าที่ ตามคำสั่ง แต่ไม่เคยสั่งใคร" คำตอบสั่นเทา
"ฉันไม่กลัว..สักนิดที่จะตาย แต่กลัว...จะพานาย พาพี่ลูคัส พาทหาร พาลูก
พาทุกคน...ไปตาย"
"เฟริน...นักฆ่าอย่างฉันไม่ตายก็ต้องตายมันสักวัน จะเป็นไรไป" คิลตอบ
ใบหน้าอ่อนเยาว์แสดงความขบขันชัด เขาประจักษ์...ถึงความเปลี่ยนไปในตัว
เธอ ความคิด คำพูด...ทุกอย่างโตขึ้น หากแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ที่จะสูญเสียเพื่อน
รักเพียงคนเดียวไป
"โธ่... นายต้องมีเมีย มีลูกนะ!"
"คนเดียวก็เกินพอ"
"แม่นายคงเป็นห่วง"
"ช่างแม่เหอะ"
"คิล....." เฟรินลากเสียงยาว แพขนตาหนาชื้น นัยน์ตาบอกถึงความไว้เนื้อ
เชื่อใจโดยไม่ปิดบัง
"เถอะ... อย่าทำซึ้ง อย่าร้องด้วย..." ชายหนุ่มรีบยกมือปาดๆ น้ำตาคน
ตัวเล็กออก
"ยิ่งทำฉันยิ่งร้อง"
"งั้นไปร้องตอนเรากลับแอเรียส"
"เราต้องกลับด้วยกันนะ?" คำถามคาดคั้น
"
ฮื่อ... กลับด้วยกัน"
ฝ่ามือนุ่มในฝ่ามือใหญ่ชื้นเหงื่อ หากแต่เจ้าของฝ่ามือเล็กกว่ากลับแกว่งไปมา
เป็นจังหวะ
"คิล... ขอบใจ เพื่อนรัก...เพื่อนตาย" สิ้นคำพูด เสียงเป่าสังข์ก็ดังขึ้น กลองจากฝ่ายเธอดังระรัวเป็นจังหวะ หัวใจเธอระทึกแทบจะทะลุออกจากอก เมื่อเห็นธงสีดำลายดำพลิ้วไสวอยู่เบื้องหน้า!
"มาแล้ว..." ลูคัสชักม้าเข้ามาใกล้ ฉวยมือน้อยอีกข้าง บีบแน่น "อย่าห่วง..
เธอมีฉัน คิลและทหารทุกคน... ศึกแรก" รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าคม "อย่า
ให้อาจารย์ผิดหวัง" มือหนาปล่อยออกแล้วตบบ่าเธอดังเช่นทหารหาญ
เสียงเฮ ตะโกน ผ่าปฐพีถูกกระชับเข้ามาในมือ มีบ้างที่หมาป่าน้ำแข็งจะ
กลืนผู้คน หากแต่ทหารจำน้อยน้อยเชี่ยวชาญการรับมือกับจอมเวทย์เป็นอย่าง
ดี ร่างบางแน่งน้อยในชุดทหารเต็มขั้น มิมีอาภรณ์ใดที่แสดงถึงความเป็นหญิง
หรือราชินีแห่งแอเรียสเลย
ร่างปราดเปรียวเข้าไปใกล้ ชก ฟัน หอกแหลมคมพุ่งมาจากทางใดไม่อาจทราบ ร่างบางหลบทันควัน ก่อนปรูดเข้าไปเตะตวัด ขาทหารในเครื่องแบบดำ ผ่าปฐพีฟันฉับ! ตายอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่เลือด ในกายเธอระอุร้อน สมองบีบรัด น่าละอายที่มันตะโกนก้องว่า "ฆ่า!! ฆ่า!!"
หากแต่เธอยังคงเชื่อเสียงนั้น สองนิ้วเรียวจิ้มเข้าไปในนัยน์ตา แล้วต้องร้อง
เมื่อดาบในมือทหารตรงหน้าฟันขวับเข้าที่ต้นแขน ก่อนจะหลบตามสัญชาติญาน
ส่งผลให้มือใหญ่กร้าน บิดข้อมือน้อย ผ่าปฐพีตกลงพื้น! เสี้ยววินาที เฟรินก้มตัว
ลงชักมีดเล่มน้อยจากบูตหุ้มข้อ กระหน่ำแทงไม่ยั้ง แล้วเบี่ยงตัวหลบคมดาบที่
หวังฟันจากด้านหลัง
ฉึบ!
เสียงศาตราแหวกอากาศ หญิงสาวก้มตัวลงคลานหากแต่ยังมีความรู้สึกเจ็บปลาบ
เฉียดต้นแขนไป กลิ่นสนิมคละคลุ้ง มือเรียวสะเปะสะปะกับเท้าคน โดยเหยียบ
บ้าง ต้องหันกลับไปป้องกันตัวบ้าง หากแต่สัมผัสแข็ง เย็นทำให้เธอคว้าทันใด!
ภายในวินาทีที่แตะนั้นเอง ราวกับเวลาเดินทางช้าลง... เสียงราวกับคลื่นที่ไม่ชัด
เจน เฟรินหายใจวาบ ความรู้สึกเย็นปลาบแล่นเข้ามาทั่วร่าง เงามืดโผล่มาจาก
ที่ใดเธอไม่รู้.... หากแต่มันกำลังตรงดิ่งมา...ที่เธอ!
สรรพเสียงหายไป เฟรินหมุนคว้าง มืดทุกทิศทาง..หญิงสาวกำลังถูกบางสิ่ง..
มืดดำ..คว้าร่างไปท่ามกลางสนามรบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า... มีเสียงทุ้มห้าวและนัยน์ตาสีฟ้าคุกโชนพยายามเรียกหาเธอ...
.......
เฟรินรู้สึกหนักศีรษะเหลือเกิน ร่างกายดูเหมือนจะหมดแรง หากแต่ก็แข็งใจขยับแขนขา ลำคอหญิงสาวแห้งผาก ริมฝีปากคู่งามเผยอขึ้นหวังจะร้องหาเพื่อนรัก แต่เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเสียก่อน
"อย่าร้องหาใครเลย... ไม่มีหวัง" สุรเสียงเย็นเยียบ ทรงอำนาจของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างผู้พูด
ร่างสูงโปร่ง... ของสตรีหากแต่มิได้อ้อนแอ้นอรชรดังเธอ ร่างนั้นสง่า ร่างกายแทบทุกส่วนเป็นมัดกล้าม ผิวสีทองแดงเนื่องจากคร้ามแดด หยาบกร้าน หากแต่นัยน์ตาสีเทาคู่โต ยาวรีตวัดเฉียงขึ้นน้อยๆ เป็นสิ่งที่งดงามที่สุดบนใบหน้ารูปเหลี่ยม ริมฝีปากหนา เรือนผมสีทองเข้มเจิดจรัสยุ่งอย่างเจ้าตัวไม่คิดจะเอาใจใส่
"ยินดีต้อนรับ...สู่ไนล์" คำพูดทำให้เฟรินรู้แน่ชัดว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าคือใคร!
"กษัตริย์เนลริส เม เมคเดอร์เลียร์" เสียงหญิงสาวแหบแห้ง.. ความรู้สึกหนึ่ง
ปักลงในใจ ราวกับหอก!
"ใช่.. ยินดีที่ได้รู้จัก..." กษัตรินี ทรราชย์แห่งไนล์ผงกศีรษะ
"แผน...ใช่ไหม เกรอยู่ที่ไหน!!?" เฟรินตะโกนก้อง
"คำถามแรก.. ไม่ใช่คำถามที่ต้องตอบ แต่คำถามที่สอง..."
หล่อนเว้นวรรคเล็กน้อย หรี่ตาลงมองร่างสะบักสะบอมตรงหน้า
อย่างพิจารณา "โดยสัตย์จริง ใช่...นักรบไม่โกหก"
"แต่ตลบหลัง!"
"นั่นมันคือการปกครอง นักรบ นักปกครอง หากเป็นไม่ได้
ก็อย่าหวังว่าจะเป็กษัตริย์ได้"
เฟรินกัดริมฝีปากแน่น วาจานั้นตรงมายังเธอโดยตรง!
"ได้โปรด... ในความเป็นแม่ ปล่อยเกรเถิด... ฆ่าฉันเสีย"
ริมฝีปากหนาราวกับจะแย้มเยาะ "ในความเป็นแม่... ฉันฆ่าลูกตัวเอง!" นิ้วหนา หยาบหมุนควงผ่าปฐพีของเฟรินเล่น "ถอนหญ้าอย่าให้เหลือโคน ตัดบัวอย่าให้เหลือใย"
"ได้โปรด... แกยังเล็กนัก......" คำอ้อนวอนที่ไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิต แทบจะคุกเข่าให้คนตรงหน้า เมื่อรู้ว่าหมดหวังแน่แท้ แต่เธอยังหวัง...ให้ลูกรัก...อย่างน้อยก็รอดตาย
"เอาเถอะ... คุยกันมากพอแล้ว ในความเป็นคน...ฉันสงสารราชินี ฉันตามข่าวราชินีมาตลอด... ใช่ ตั้งแต่ตำนานรักสะท้านเอเดน จนถึงวันแตกหัก ใครเล่าจะรู้...ว่าราชินีเลือกแอเรียสมิใช่คาโนวาล วันงานศพของคิงลอเรนซ์ หม่อมฉันยังอยู่ในขบวน" สรรพนามเปลี่ยนไป เสียงบอกถึงความชื่นชมชัด "หม่อมฉันเห็นราชินี ยังปกติดี... ทรงควบคุมอารมณ์
ยอดเยี่ยม หากแต่...หม่อมฉันก็เสียดาย ฐานะผู้หญิงด้วยกัน หม่อมฉันนิยมหญิงเข้มแข็ง เก่งกล้าเช่นพระองค์"
แล้วหัตถ์หนาก็ยกผ่าปฐพีขึ้นทาบบนคอขาวนวล "ขอประทานอภัย.." เฟรินตัวแข็งนิ่ง วรองค์โปร่ง บอบบาง ยังคงความสง่างามไว้ หลับตาพริ้มอย่างยอมรับชะตากรรม ดังเช่นเลือดขัติยา!
"ขอเพียงอย่างเดียว... อย่าทำร้ายเกร.. หากเป็นเชลย ขอให้ไว้ชีวิตเขา...." แพขนตาชุ่ม หากแต่ไร้น้ำตา!! "คำขอสุดท้าย... ในฐานะแม่..."
"หม่อมฉันสัญญาเพคะ..." คำตอบรับ ทำให้เฟรินยิ้มบาง ผ่าปฐพีเงื้อขึ้น กษัตริย์นักรบสาวได้ยินเสียงในลำคอราชินีด้วยซ้ำว่า "ดีจริง..."
เสี้ยววินาที ก่อนคมดาบจะปลิดชีวิตเธอ เสียงเหล็กกระทบกันกราวก็ดังขึ้น ความเย็นจัดพุ่งปราดจากต้นคอ ลมหายใจร้อนๆ และเสียงหอบน้อยๆ ได้ยินอยู่ข้างใบหู
นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างลุกโชน! "นักรบไม่เคยตลบหลัง!!"
"คาโนวาลไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง" กษัตริย์สาวตะโกน "นี่คือเรื่องของแอเรียสและไนล์!!"
"กษัตริย์ทรราชย์ก็ไม่จำต้องมายุ่ง! นี่มันเรื่องของหัวใจ!" เสียงทุ้มห้าวชัดเจน
เฟรินเลียริมฝีปาก สมองยังละล้าละลัง ทว่ามือใหญ่กระชากร่างบางทั้งร่างปลิวตาม
"พาเนเลียร์!!" คาถาสั้น ได้ใจความดังขึ้นพร้อมเสียงระเบิด เฟรินเซหลุนๆ ไปกับผู้ที่เธอชิงชัง!!
ความรู้สึกของหญิงสาวคือ...ราวกับแตกเป็นเสี่ยงๆ แขนขา ร่างกายด้านชาหากแต่ความอบอุ่นยังกรุ่นในหัวใจ พริบตาเธอก็มายืนอยู่หน้าประตูหนา เก่าแก่
"คาถาสลับที่ มันยุ่งยาก...ฉันไม่ค่อยอยากใช้นักหรอก" คนตรงข้างบอกเบาๆ
เสียงยังเย็นเป็นปกติ
"ไปสิ.." เขาบอก ก่อนจะใช้ดาบคทาจี้ตรงแม่กุญแจดอกโตจนกลายเป็นน้ำแข็ง
และหักเป๊าะคาตา!
หญิงสาวครั่นคร้ามกับบุรุษตรงหน้าไม่ถูก.. หากเขา..จะฆ่าเธอ คงทำได้เสียโดย
ง่ายดาย
"ไปเร็ว!" เสียงทุ้มเร่ง "เกรอยู่ในนั้น"
"ทำไม...."
"นั่นลูกฉันเฟริน!! มีพ่อคนไหนบ้างไม่รักลูก!"
วรองค์บางแทบสั่น หากแต่กำลังใจและใบหน้าของลูกเท่านั้นที่ทำให้เธอผลักบานประตู
เข้าไป
ร่างเล็กของเด็กชายซูบผอมจนเห็นได้ชัด เสื้อผ้ารุ่งริ่ง "ท่านแม่...."
"โอ...เกร แม่มารับหนู ไปเร็ว!"
ใบหน้าเล็กเท่างบอ้อยแสดงความฉงนต่อบุรุษด้านหลังผู้เป็นมารดา หากแต่ไม่ปริปากถาม เขาก้าวตามควบสั่งมารดาอย่างไวว่อง
"นี่.. พ่อของหนู" หากเป็นคนอื่นเกรคงหัวเราะเยาะไปแล้ว แต่กับผู้นี้..สถานการณ์นี้... เขาหัวเราะเยาะไม่ออก
"จริง...เกร พ่อ..ลอเรนซ์เป็นเพียงพ่อ...เลี้ยง อย่าโทษใครๆ เลยโทษ...แต่แม่ ที่อ่อนแอ"
เด็กชายพูดไม่ออก เขากำมือแม่แน่น ในขณะที่มือใหญ่ของบุรุษที่อ้างว่าเป็น 'พ่อ' พยายามจะอุ้ม มือเล็กปัดป้อง
"ไม่เป็นไร... ฉันอุ้มแกได้" หญิงสาวรับ แล้วอุ้มเด็กชายขึ้นพาดบ่าเขาไม่พูดใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ก้าวเร็วๆ ออกจากที่นั่น!
เสียงฝีเท้าหนักๆ บดกับพื้นหินตามมา หากคนนำทางราวกับจะรู้เส้นทางดี คาโลพาหญิงสาวและลูกลดเลี้ยวไปตามซอกหิน บางครั้งก็หลบตามมุมมืด เพื่อให้เสียงฝีเท้าหายไปเสียก่อน แล้วจึงออกวิ่งต่อ
เฟรินเริ่มช้าลง... อ่อนแรงลงทุกที ความเมื่อยล้าเข้ามาแทนที่ ทั้งสะบักสะบอม
จากสงครามแล้ว...ยังมีน้ำหนักจากเจ้าตัวเล็กที่พาดบ่ามาเพิ่ม เธอรู้...เขากำลังสะอื้นฮัก
กำปั้นน้อยๆ ถูกยกขึ้นอุดปาก ไม่ให้มีเสียงหลุดรอดออกมา สิ่งที่สะท้อนใจเธอที่สุดคือ
เธอไม่สามารถแม้จะปลอบโยนลูกรัก!!!
"ส่งมา" ชายหนุ่มออกคำสั่งอย่างเคยชิน "เร็ว!"
หญิงสาวรับรู้ เด็กน้อยถูกส่งต่อให้ชายหนุ่มทันทีโดยไม่อิดเอื้อน เสียงฝีเท้ากระชั้นเข้ามา
หากแต่เฟรินแข็งใจฝืนมัดกล้ามเนื้อที่กำลังฉีกวิ่งต่อไป ประตูอยู่ตรงหน้า!! คาโลเลี้ยวยกคทาขึ้นสะเดาะกลอน หากแต่ในทันทีเฟรินแทบผงะ!
ร่างเหี่ยวย่นของบุรุษผู้เป็นแม่ทัพชราปรากฏขึ้นหลังประตูที่เปิดผางออก แม่ทัพเมแฟ...!
"เร็วเข้า องค์ราชินี!!" น้ำเสียงเร่งร้อน ร้อนรนทำให้คาโลสงสัยไม่น้อย หากเสียงฝีเท้าแทบจะชิดติดหู เขาไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มส่งบุตรชายให้กับแม่ทัพชรา ก่อนจะหันกลับไปเตรียมสู้
หากเสียงกรี๊ดร้องของเฟรินทำให้เขาต้องหันขวับ!
ดาบเล่มโตฟันขวับกลางร่างเด็กน้อย! จากมือเหี่ยวย่นของแม่ทัพชรา!!
คาโลรวบเอวหญิงสาวที่ราวกับจะเข่าอ่อนพับแปะอยู่ตรงนั้นขึ้น ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นฟ้า เหยี่ยวเวทย์ตัวยักษ์! เขาผิวปากรับทันที แทบจะทันใด กองทัพปิศาจผุดขึ้นมาจากพื้นพิภพ
ชายหนุ่มกระชับร่างบางแนบอก อุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกแล้ว รีบก้าวเข้าไปหากระจกและละไอมืดที่ก่อตัวช้าๆ นั้น......
.........
'คำสารภาพ' ของแม่ทัพเมแฟ แม่ทัพชรา...ผู้ทรยศกองอยู่ตรงหน้า
ใบหน้าขาวซีดของหญิงสาวไร้ร่องรอยใดๆ ทั้งสิ้น ริมฝีปากเม้มจนเป็นเส้นตรงบางเฉียบ
ขณะทำการประหารท่ามกลางฝูงชนที่โห่ร้องอย่างเคียดแค้น เธอ...ปล่อยให้ปวง
ชนทำการประหารผู้ทรยศเอง หนอนบ่อนใส้... ที่สงสัยมานานได้ปรากฏขึ้นมาจริงแล้ว
โรเป็นผู้กล่าวคำพิพากษา มีลูคัสยืมคุมอยู่ข้างๆ หากผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหลัง
ราชินีคอยระแวงระไวคือคิล
"หลานฉัน...." เขากระซิบเบาข้างหูบาง เสียงสั่นเครือ เป็นครั้งแรก...ที่นักฆ่า
ร้องไห้...
"ช่างเถิด...." คำปลอบจากผู้เป็นมารดาสั่นน้อยๆ หากแต่เข้มแข็ง
"เด็ก...ตัวแค่นั้น..." คิลพูดได้เพียงเท่านี้ เช่นเดียวกับเฟริน
หากคนใจแข็งอย่างแท้จริงคือสองบุรุษหนุ่มสายเลือดทริสทอร์ที่เฝ้ามองการ 'ประหาร'
อย่างเลือดเย็น ริมฝีปากคู่งามแทบจะยะแย้มเสียด้วยซ้ำเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง
บางตอน...ประชาชนบางคนก้าวเข้ามาแล้วคิลต้องรีบเอามือปิดตาเพื่อนรักเสียด้วยซ้ำ
"อย่าดู...เฟริน"
"อ่านให้ฉันฟังที" เสียงหวานกล่าวอย่างเพลียๆ เธอหวังเสียเหลือเกินว่า..หลับ...ไม่ต้องตื่นเสียก็ดี
"อ่านแล้ว..." โรตอบ "ฉันเล่าให้นายฟังดีกว่า"
"ฮื่อ...ก็ดี"
"นายไหวนะเฟริน ?" เพื่อนรักถามอย่างอดห่วงไม่ได้ เมื่อหญิงสาวสูญเสียแล้ว...สูญเสียเล่า... หากแต่เสียงหวานกลับตอบอย่างหนักแน่นว่า
"ไหว ยังไงๆ ก็ต้องไหว ฉันอยากรู้แผนที่เขาดับแสงในชีวิตฉันให้หมด"
"ดี..." ลูคัสระบายลมหายใจเบาๆ "ขอให้เข้มแข็งอย่างปากว่าเถอะเฟรี่"
วรองค์บางสั่นเทา "ลอเรนซ์ตายเพราะมัน ?"
โรพยักหน้าแทนคำตอบ "ลอเรนซ์เสียอย่างเดียว... ใจอ่อน ไว้ใจคนง่ายเกินไป
เลยไม่ทันคิดว่าคนคุ้นเคยจะหักหลัง"
"แล้ว...คาโลตามฉันไปได้ยังไง ?"
"ตามไป เหมือนที่นายไปนั่นแหละ กระจกบานนั้น... ลูคัสไปชิงอีกบานมาจาก
มือเนลริสเลย แล้วเอาไว้ที่หน้าด่าน"
"ก่อนจะกลับมาอีกรอบ โชคดี...ที่คาลี่เห็นเหยี่ยว เลยขานรับทัน ฉันเลย
สวดคาถาภาพหลอนทัน"
เฟรินหมดแรง จมกับเก้าอี้ตัวใหญ่ หากเรียวปากยังถามต่อ "แล้ว.. กองโจร ?"
"ก็มันนั่นแหละ สร้างสถานการณ์ เอาลอร์ดฟลอเรซเป็นหนังหน้าไฟ ให้เงินใต้โต๊ะ
จากโจรของไนล์เป็นเหยื่อล่อ"
"แล้วที่ลอร์ดฟลอเรซตายล่ะ ?"
"อันนี้ไม่เกี่ยวกับมัน" คิลตอบแทน "คาโลเองที่เป็นคนฆ่า คงยั๊วะที่เห็นนายถูก
ทำร้าย" เขาอดขันไม่ได้ กับความหึงตลอดกาลของเพื่อน "มันรู้ทุกอย่าง...เฟริน
ที่มันยอมทำศึกกับไนล์เพราะห่วงนาย ไม่อย่างนั้นนายจะพะวักพะวน แล้วก็รวด
จัดการยายเนลริสก่อนจะฆ่านายด้วย"
"มิน่า...ถึงรู้เส้นทางในปราสาทหมด แล้วเรื่องที่ไปช่วยฉันจากลอร์ดฟลอเรซล่ะ ?"
"มันรู้อีก... สายข่าวของมันดี คงไปสืบมาหมดว่าลอร์ดฟลอเรซมีแหล่งซ่องสุมกี่แห่งเลยตามเจอ"
"สายข่าวไม่ใช่นายแน่นะ" หญิงสาวค่อนแคะ
"จะเป็นไปทำไมกัน ไม่สนุกสักหน่อย"
"แล้ว... เมแฟได้อะไรจากไนล์"
ชายหนุ่มทั้งสามหน้าตึง ขบกรามแน่น แต่ไม่มีใครยอมตอบ
เฟรินมองหน้าทีละคนช้าๆ "เป็นอะไรกัน..."
"แอ...เรียส..." ลูคัสตอบเสียงลอดไรฟัน
......
โรและคิลลุกออกไปทีละคน เหลือเพียงลูคัสที่ยังนั่งอยู่
เฟรินถอนหายใจเบาๆ "มีอะไรเหรอพี่ ?"
"ฉันมีจดหมาย.... จากลอรี่ เป็นฉบับสุดท้าย ที่ฝากไว้ฉันก่อนตาย"
เฟรินใจหายวาบ รู้สึกหายใจติดขัด มือเรียวที่รับจดหมายมาสั่นระริก
"ลอรี่รู้ทุกอย่างเฟรี่" เสียงทุ้มปลอบโยน "แต่เขา...ไม่อาจฝืนโชคชะตาได้ เขายินดีตาย เพียงเพื่อให้เธออยู่รอด เขาวางฉันเป็นหมากข้างๆ เธอ เพียงเพื่อช่วยประคับประคองเธอ ยามเขาไม่อาจอยู่ทำหน้าที่ได้อีก...คาลี่ โรรี่ คิลลี่... ต่างเป็นหมากของเขาทั้งสิ้น เพื่อพยุงเธอ...และเกร"
"เขารู้เหรอ...ว่าเกรต้องตาย ?"
"อ่านเสียเฟรี่... อ่านแล้วเผาทิ้งซะ ฉันเสียใจ...ที่ต้องบอกว่าฉันเสียคำพูด
ที่ให้ไว้กับเขา"
"พี่สัญญาอะไรไว้ ?"
"สัญญา...ว่าจะไม่รักเธอ"
'สัญญา..ว่าจะไม่รักเธอ' เสียงทุ้มดังในสมอง... เฟรินเบิกตากว้างมองคน ตรงหน้า เสียงหวานละล่ำละลั่กบอก "แต่ฉัน...เสียใจ..."
"ฉันรู้..." ลูคัสยิ้มรับอย่างใจดีเช่นเคย "อาจเป็น..อะไรบางอย่างของสายเลือดแห่งทาส ที่เป็นคำสาป ให้รักผู้เป็นนาย อาจเพราะหากรักแล้ว การคุ้มครอง ปกป้องที่สุดแล้ว...มาจากใจ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น"
เฟรินน้ำตาเกาะพราวที่ขอบตา มือสั่นระริก
"ฉัน...ฉัน" เธอพูดได้แค่นั้นเอง
"อย่าร้อง.. เก็บน้ำตานั่นไว้เพื่อตัดสินใจ ฉัน โรรี่ คิลลี่ คาลี่ ทุกคนรอการตัดสินใจ
จากเธอเพียงคนเดียว... หากเธอจะแยกออกไป ฉัน โรรี่ไม่เสียใจสักนิด หรือหากเธอ..
จะก้าวต่อไปบนเส้นทางเดิม ทุกคน...จะอยู่ข้างๆ เธอ"
"ขอบคุณ..." หญิงสาวตอบเสียงเบา "ไม่ใช่แค่ขอบคุณ แต่ขอบคุณด้วยหัวใจ..
ในฐานะน้องสาว...ฐานะเพื่อน...แต่ว่าหากหลังจากนี้...."
"ไม่มีอะไรเปลี่ยนเฟรี่... ไม่มีใครเปลี่ยนหากเธอไม่ยินดี เพราะทุกคน...รักเธอ เฟรี่
ในฐานะเพื่อน...ฐานะน้องสาว" เขาล้อเลียนคำพูดเธอ "หรือแม้กระทั่งในฐานะหัวใจของเขา"
........
Ai_Mui : จบแย้วโว้วววววววววว!
ครบ ๑๐๐% อย่างกระท่อนกระแท่น ใครที่เชียร์ให้มุยคลานให้ถึงเส้นชัยเตรียมเฮฮะ เหลืออีกแค่บทส่งท้ายอีกบท ก็จบแหล่ว
กี๊ซซซ์ >
ยกมือหน่อยฮะ ใครที่ถามเรื่องชาติภพมา อันนี้คือทำบุญหวังผล ถ้าสมมุติว่าคุณบริจาคเงินเพื่อสร้างอะไรสักอย่าง แต่คนที่รับบริจาคกลับนำเงินนั้นไปไม่ดี แต่คุณไม่รู้ เลยมอบให้ แต่ว่าคุณสบายใจที่ได้มอบ นั่นคือบุญครับ
เช่นกัน กับการถวายดอกไม้ ฯลฯ ที่ผมเคยนำมาบอกต่อ หากคุณทำด้วยใจบริสุทธิ์ ทำแล้วสบายอก สบายใจ นั่นล่ะคือบุญ
มีคนที่ชอบ...ทำบุญเอาหน้า คือไม่อยากออกตังค์แต่ออกชื่อ เคยได้ยินว่าอีกชาติหนึ่งจะเกิดมาเป็นสัตว์ให้พวกคนรวยเลี้ยง
อย่างที่บอกแล้ว...บอกอีก... บทสรุปของเรื่องนี้อิงกับหลักธรรม ที่ว่า ไม่มีสิ่งใดคงทน ผู้เขียนไม่ปรารถนาให้เห็นว่าเป็นคนธรรมะ ธัมโมแต่อย่างใด แต่เป็นคนหนึ่งที่เบื่อโลก อยากหลุดพ้นบ่วงกรรมนี่เต็มทน ไม่มีสุขใดเท่าความสงบแล้ว
ตอนจบ...เลยคลับคล้ายว่าไม่จบ (มั้งนะ ?) แฮปปี้ไหม...? น่าจะแฮปปี้ เพราะอยากให้ตัวละคร 'ได้คิด' แล้วก็ 'คิดได้' แต่สำหรับคนอ่าน ไม่แน่ใจ เพราะต่างคนต่างใจอยู่แล้ว
ผมเองก็เขียน...ตามที่ตนเองอยากเขียน เคยเจอบางบทความในเด็กดี ว่าด้วยการเขียนนี่แหละ บางคนก็ 'ทำ' เหมือนนักเขียนใหญ่ ประมาณว่าสะสมประสบการณ์มามาก ผมเองเลยออกจะเอียนๆ เหมือนกับการอวดภูมิ และวิจารณ์กันเสียมากกว่าในบอร์ด
แต่ผมมีมาตราฐานของผม เพราะผมชอบ ผมรัก เลยอยากให้ออกมาดีที่สุด หลายครั้งที่ผมหยุด เพราะบอกว่ามาตราฐานต่ำลง นั่นคือมาตราฐานของผมเอง ในความรู้สึกของผมเอง บางคนอาจไม่รู้สึก เพราะจะบอกว่ามันห่วยมาตั้งแต่ต้นแล้ว นั่นก็จริง แต่มันห่วยลง เหมือนที่เราเรียนเรื่องขั้นกว่าในภาษาอังกฤษไง
หลายเรื่องที่พออยู่ในบอร์ดแล้วหงุดหงิดใจ เลยพาลไม่เข้ามันทั้งเวบเสียเลย เพราะไม่ได้ติดนิยง นิยายอะไรในนั้นอยู่แล้ว จะมีก็แต่เยี่ยมเพื่อนๆ เท่านั้น นอกนั้น...ไม่ค่อยเฉียด
มันน่าเบื่อนะ...เคยไหมฮะ อยู่ในบอร์ดแล้วต้องเจียมเนื้อเจียมตัวเสียงส่วนใหญ่ว่าไงก็ว่างั้น ตามกันไป ไม่อย่างนั้นผู้ยิ่งใหญ่ในบอร์ด (มันมีทุกบอร์ดแหละ...) จะมา 'ฉะ' คุณได้
ที่กล้าพิมพ์นี่เพราะบล๊อกผมไง ผมมีสิทธิ เกิดอะไรขึ้นก็ลบทิ้ง ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เสีย
"หนูม่ายยู้..."
ป.ล.ไม่มีอะไรจะมีค่าเท่าคำวิจารณ์ของคุณๆ แล้วครับ...
ป.ล.ล. รออีกบท ส่งท้าย จะถือว่าจบบริบูรณ์ฮะ
edit @ 2006/10/07 12:55:21
edit @ 2006/10/07 12:57:49
edit @ 2006/10/21 01:06:53
edit @ 24 Jul 2008 12:15:25 by ไอ้บ้า2ตัว